วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การเลี้ยงดูสุนัข

เรื่องน่ารู้ ช่วงหน้าร้อน


    ช่วงนี้ทั้งกลางวันและกลางคืนอากาศร้อนจัดมาก อีกทั้งความชื้นรอบๆตัวยังสูงขึ้นด้วย ทั้งอากาศร้อนและความชื้นสูงมีผลทั้งคนและ
สัตว์เลี้ยงอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องง่ายๆใกล้ๆตัว อย่างเช่น

             1. อาหารเน่าเสียง่าย โดยเฉพาะอาหารที่มีความชื้นในตัวสูงเช่น อาหารกระป๋องหรืออาหารที่เจ้าของปรุงขึ้นเอง เนื่องจากความชื้น
หรือน้ำในอาหารนั้นจะเป็นแหล่งอาหารให้แก่เชื้อโรคได้อย่างดี ทำให้อาหารดังกล่าวจะบูด เน่า เสียง่าย โดยเฉพาะเมื่อตั้งทิ้งไว้เป็นเวลานานๆ
เป็นสาเหตุให้สัตว์เลี้ยงแสดงอาการท้องเสีย อาเจียน ปวดท้องได้

             คำแนะนำ ควรให้อาหารในแต่ละมื้อให้ในปริมาณไม่มาก เพื่อสัตว์เลี้ยงจะได้กินให้หมดในระยะเวลาไม่นานนัก และค่อยเพิ่มให้อีก
หากเจ้าตัวน้อยรู้สึกไม่อิ่ม เพื่อจะได้ไม่ต้องทิ้งอาหารให้เน่าเสียคาถ้วยชามเปล่าๆ วิธีการนี้ใช้ได้กับอาหารทุกประเภทรวมทั้งอาหารเม็ดด้วย
เพราะเมื่ออากาศร้อนชื้นอาหารเม็ดก็มีโอกาสเน่าเสียได้เช่นกันถึงแม้ในอาหารนั้นจะมีความชื้นไม่สูงนักก็ตาม

             2. กระหายน้ำมากเป็นพิเศษ ในช่วงหน้าร้อนสัตว์เลี้ยงก็เหมือนคนที่จะหิวน้ำมากขึ้นกว่าปกติ ซึ่งอาจมากกว่าเดิมได้ถึง 2-3 เท่า
โดยเฉพาะในพันธ์ที่ซุกซนหรือลูกสัตว์ที่วิ่งเล่นซนทั้งวัน อีกทั้งช่วงหน้าร้อนน้ำในถ้วยชามหรือแม้กระทั่งในขวดที่เตรียมไว้ให้สัตว์เลี้ยงนั้น
จะระเหยออกไปได้ง่ายอีกด้วย

             คำแนะนำ เจ้าของสัตว์เลี้ยงควนหมั่นมาคอยดูและเติมน้ำในภาชนะที่เตรียมไว้ให้สัตว์เลี้ยง อย่างน้อยวันละ 2-3 ครั้ง เพื่อป้องกันสัตว์เลี้ยงขาดน้ำ

             3. อากาศรอบตัว โดยเฉลี่ยอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับสุนัขและแมวอยู่ที่ประมาณ 26-28° C ถ้าหากอุณหภูมิหรืออากาศรอบตัว
สูงเกินกว่า 32-35° C สุนัขและแมวจะเริ่มแสดงอาการหอบ หายใจเร็ว เพื่อเป็นการระบายความร้อนเนื่องจากไม่มีติอมเหงื่อต่างจากในคน
และหากอุณหภูมิสูงเกินกว่าที่จะหอบระบายความร้อนของร่างกายออกได้ทัน สุนัขและแมวอาจะเกิดภาวะ Heat stroke จนช็อคและเสียชีวิตได้

             คำแนะนำ ควรตัดแต่งขนสัตว์เลี้ยงให้สั้นลงเพื่อเป็นการช่วยลดความร้อนในร่างกาย และให้สัตว์อยู่ในที่ๆมีลมพัดผ่านและมีการ
ระบายอากาศได้ดีตลอดเวลา และหากวันใดอากาศภายนอกสูงเกิน 37 ° C หากเป็นไปได้ควรเปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศให้สัตว์อยู่ด้วย
รวมทั้งหลีกเลี่ยงการทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้ในบ้านหรือรถยนต์ที่ไม่มีการระบายอากาศอย่างเพียงพอโดยเด็ดขาด


ที่มา : โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ
ภาพประกอบ : อินเตอร์เน็ต


เลี้ยงสุนัข อย่างไรปลอดโรคพิษสุนัขบ้า

   โรคพิษสุนัขบ้า หรือ โรคกลัวน้ำหรือในภาษาอีสานเรียกว่า โรคหมาว้อ เป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่งที่มนุษย์รู้จักมากว่า 500 ปีแล้ว ซึ่งอาจเกิดจากการกัด หรือ ข่วน จาก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สุนัข แมว หนู เป็นต้น เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อเรบีส์ (Rabies)  ปัจจุบันยังไม่มีทางรักษาหายแต่สามารถป้องกันได้  ผู้ป่วยมักคงสภาพอยู่ได้นานไม่เกิน 1 สัปดาห์และเสียชีวิต  เนื่องจากอัมพาตของกล้ามเนื้อและ ระบบทางเดินหายใจ
   
              กรมปศุสัตว์ออกมาตรการเข้มเพื่อป้องกันอันตรายที่ส่งผลต่อชีวิตของประชาชน โดยเบื้องต้นให้ความรู้ประชาชนที่เลี้ยงสุนัข-แมวให้เลี้ยงสัตว์ของตัวเองอย่างถูกวิธีเพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เนื่องจากปัจจุบันยังคงพบผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทย โดยในปี 2553 (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2553-2 เมษายน 2553) พบผู้เสียชีวิตแล้วจำนวน 10 ราย
   
              นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เตือนประชาชนให้ระวังโรคพิษสุนัขบ้าซึ่งประเทศไทยยังคงพบโรคนี้ โดยเฉพาะในปี 2553 มีผู้เสียชีวิตแล้วจำนวน 10 ราย โรคพิษสุนัขบ้าพบได้ในสัตว์เลือดอุ่นและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด เช่น แมว แพะ ช้าง ม้า สุนัข รวมทั้งคน แต่พบมากที่สุดคือ สุนัข รองลงมาคือ แมว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สุนัข และแมวจรจัดที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและการติดโรคส่วนใหญ่เนื่องจากถูกสัตว์ที่มีเชื้อกัด ข่วน หรืออาจได้รับเชื้อทางน้ำลายเข้าทางบาดแผลหรือเยื่อเมือกได้
   
              สำหรับสถิติเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าที่น่าสนใจ คือในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าปีละกว่า 55,000 รายทั่วโลก ซึ่ง 95% หรือประมาณ 52,250 ราย เกิดในทวีปเอเชียและแอฟริกา และประมาณ 30-60% เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้าปีละ 10-20 ราย จากเดิมที่เคยมีคนเสียชีวิตปีละกว่า 300 ราย ด้วยวัคซีนที่ถูกพัฒนาใช้ฉีดในคนมีคุณภาพดี ปลอดภัย ราคาไม่แพง และฉีดเพียง 5 เข็ม ทำให้คนเสียชีวิตลดลง ซึ่งเป็นสาเหตุให้คนละความสนใจและไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อโรคนี้สักเท่าใด
   
              ในปัจจุบันโรคพิษสุนัขบ้ายังไม่มียารักษาที่ได้ผล ผู้ที่เป็นโรคนี้มักเสียชีวิตทุกราย ดังนั้น การป้องกันโรคจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยเฉพาะผู้เลี้ยงที่คลุกคลีกับสุนัข-แมว ซึ่งการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทำได้ 2 ทาง คือ การป้องกันที่สัตว์เลี้ยง และป้องกันที่ตัวเรา
   
              การป้องกันที่สัตว์เลี้ยงวิธีที่ดีที่สุด คือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ในลูกสัตว์เริ่มฉีดเมื่อสัตว์เลี้ยงอายุ 3 เดือน จากนั้นให้ฉีดกระตุ้นตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ ปีละ 1 ครั้ง นอกจากนี้ การปล่อยสัตว์เลี้ยงออกไปเดินเพ่นพ่านนอกบ้าน อาจจะทำให้ ได้รับเชื้อจากสุนัข-แมวจรจัดได้ ดังนั้น ผู้  ที่คิดจะเลี้ยงสุนัข-แมว จะต้องคิดอยู่เสมอ ว่าจะต้องรับผิดชอบสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ตลอดชีวิต ไม่ทิ้งสัตว์ เมื่อมันมีขนาดที่ใหญ่โต  ขึ้น เจ็บป่วย หรือเริ่มไม่น่ารัก ผู้เลี้ยงควรดูแลด้วยความเอาใจใส่เป็นอย่างดี เพื่อไม่เป็นภาระแก่สังคม และลดปัญหาการเกิดสุนัข-แมวจรจัด
   
              การป้องกันตัวเรา วิธีการที่ดีที่สุดควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสเมื่อพบสุนัข-แมวที่ไม่ทราบประวัติว่าเคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาก่อนหรือไม่ แต่หากถูกสุนัข-แมวดังกล่าวกัดหรือสัมผัสน้ำลายทางบาดแผล ต้องรีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่หลาย ๆ ครั้งทันที ถ้ามีเลือดออกควรให้ไหลออกมาเพราะเลือดจะพาเอาเชื้อออกมาด้วย ใส่ยาทาแผลเช่น เบตาดีน ทิงเจอร์ แล้วรีบไปพบแพทย์  พร้อมข้อมูลตัวสัตว์เพื่อเข้ารับการรักษา นอกจากนี้ควรกักสัตว์ไว้ดูอาการอย่างน้อย 15 วัน ถ้าสัตว์แสดงอาการผิดปกติจากเดิม เช่น ให้สันนิษฐานว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที โดย  นำสุนัข-แมวดังกล่าวส่งตรวจโรคพิษสุนัขบ้า ต่อไป
  ในปี 2553 กรมปศุสัตว์จัดทำโครงการควบคุมและกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าพร้อมกันทั่วประเทศทั้ง 76 จังหวัด ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายนของทุกปี โดยเจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมควบคุมโรค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ทำหมันให้สัตว์เลี้ยงฟรี และประชาสัมพันธ์เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ และมีส่วนร่วมในการควบคุม ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า นอกจากนี้ยังดำเนินการจัดกิจกรรมวันป้องกันโรคพิษสุนัขโลก ในวันที่ 28 กันยายนของทุกปี และเป้าหมายต่อไป คือ กำหนดยุทธศาสตร์ว่าจะทำอย่างไร เพื่อดำเนินการให้ประเทศไทยปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้าภายในปี ค.ศ. 2020 หรือในปี พ.ศ. 2563 ตามที่องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) กำหนด
   
              อย่างไรก็ตาม การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่ต้นเหตุ คือ การเลี้ยงสัตว์ด้วยความเอาใจใส่ ไม่ทิ้งสัตว์ให้เป็นสัตว์จรจัด และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าตามกำหนด เพียงเท่านี้ก็จะสามารถป้องกันโรคได้.

ที่มา : เดลินิวส์ ออนไลน์


5 คำถามยอดฮิต เมื่อคิดให้อาหารน้องหมาแรกเกิด


เพราะลูกสุนัขที่เพิ่งเกิดใหม่ยังไม่สามารถช่วยเหลือ ตัวเองได้ในเรื่องอาหารการกิน ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าของที่ต้องไปเสาะแสวงหาความรู้ กลวิธีในการให้อาหารแก่ลูกสุนัขตัวน้อยว่าควรกินอะไร และนี่คือ 5 คำถามคาใจเกี่ยวกับหลักการกินอาหารของลูกสุนัขที่หลายคนสงสัยใคร่รู้...
1. โภชนาการที่ดีและเหมาะสมสำหรับลูกสุนัข ควรเป็นอย่างไร?
          ตอบ : ในสุนัขแรกเกิดมีความแตกต่างจากสุนัขโตเต็มวัยหลายประการ ได้แก่ อุณหภูมิร่างกายต่ำ การทำงานของอวัยวะยังไม่สมบูรณ์ ภาวะภูมิคุ้มกันที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่ ดังนั้น สุนัขควรได้รับอาหารที่ถูกต้องและเพียงพอต่อความต้อง การ เพื่อนำไปใช้ในการเจริญเติบโตของกระดูกและกล้ามเนื้อ การขาดอาหารในลูกสุนัขจะทำให้ลูกสุนัขไม่แข็งแรงและอ าจจะมีปัญหาสุขภาพตามมาในอนาคต
          หากเป็นสุนัขที่คลอดได้เอง แม่สุนัขมักเลี้ยงลูกเองและไม่ต้องการให้คนเข้าไปยุ่ง ลูกสุนัขจะได้รับการดูแลจากแม่สุนัขอย่างดี ได้ดูดนมน้ำเหลือง (24-48 ชั่วโมงหลังคลอด) จะได้รับภูมิคุ้มกันโรคจากแม่มาด้วย ทำให้มีความทนทานต่อโรคมากกว่าลูกสุนัขกำพร้า โดยลูกสุนัขจะกินนมอย่างเดียวทุก 1-2 ชั่วโมง ระหว่างกินนั้น แม่สุนัขจะเลียลูกน้อยเพื่อกระตุ้นระบบขับถ่ายไปด้วย หลังกินอิ่มลูกสุนัขจะนอนหลับ หากลูกสุนัขร้องและคลานไปมาแสดงว่ากินไม่อิ่ม เจ้าของเองสามารถเข้าไปช่วยจับให้ลูกสุนัขดูดนมแม่ และต้องกันตัวอื่นๆ แยกออกมาก่อน
          สำหรับลูกสุนัขกำพร้า (ไม่มีแม่สุนัขหรือแม่ไม่เลี้ยง) ในช่วง 3-4 สัปดาห์แรก ควรให้กินเฉพาะนมสำหรับสุนัขเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งเจ้าของอาจต้องป้อนนมทุกๆ 2 ชั่วโมง โดยในแต่ละครั้งควรให้ในปริมาณไม่มากหรือน้อยเกินไป (ควรปรึกษาสัตวแพทย์เนื่องจากต้องพิจารณาจากน้ำหนักแ ละอายุ) สิ่งที่ควรระวังจากการป้อนนมนั้น ก็คือการสำลักนม ซึ่งสามารถเกิดได้ง่ายในลูกสุนัขที่ไม่แข็งแรง เนื่องจากการป้อนนมมากหรือเร็วเกินไป นมที่ป้อนอาจจะตกลงไปในหลอดลม ส่วนการกระตุ้นการขับถ่ายควรทำทุกครั้งหลังป้อนนม ซึ่งปกติอุจจาระของลูกสุนัขจะมีลักษณะเป็นก้อน สีเหลืองอมขาว ปัสสาวะควรเป็นสีใสหรือสีเหลืองใส
2. ลูกสุนัขควรกินอาหารอะไร ในปริมาณขนาดไหน และบ่อยเท่าไหร่?
          ตอบ : ลูกสุนัขยังไม่หย่านม สำหรับลูกกำพร้าให้หานมสำหรับสุนัขมาทดแทน ถ้าลูกสุนัขยังไม่แข็งแรงในสัปดาห์แรกอาจจะเสริมด้วย กลูโคส หรือน้ำตับดิน (Rawliver juice) ครั้งละ 2 - 3 CC หรืออาจจะให้วิตามินเสริม
          ลูกสุนัขหย่านม เริ่มให้อาหารอ่อน บดละเอียด อุดมด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินดี ตั้งแต่อายุ 3 สัปดาห์ เป็นต้นไป โดยปกติลูกสุนัขจะหย่านมที่ประมาณ 6 - 7 สัปดาห์ ทั้งนี้ ชนิด ปริมาณ และความถี่ในการให้อาหารขึ้นอยู่กับอายุลูกสุนัข
          ช่วงที่มีการเจริญเติบโต อาหารอ่อนย่อยง่าย อาหารสำเร็จรูปสำหรับลูกสุนัข ที่มีระดับแคลเซียมไม่เกิน 1.8% และฟอสฟอรัสไม่เกิน 1.6%
3. สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายของลูกสุนัขมีอะไรบ้าง
          ตอบ : การเสริมด้วยวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีน ในลูกสุนัขที่กำลังเติบโตเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะลูกสุนัขที่กินอาหารสำเร็จรูปเนื่องจากมีสาร อาหารที่เหมาะสมอยู่แล้ว
          นอกจากนี้ อย่าเป็นกังวลจนมากเกินไปนักหากลูกสุนัขไม่กินอาหารเลย หรือไม่กินอะไรเลยทั้งวัน เรื่องเช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายในตอนแรกๆ เดี๋ยวพอวันรุ่งขึ้นเขาก็เป็นปกติเอง อย่างไรก็ตาม หากเขามีอาการท้องเสีย อาเจียน หรืออาการเซื่องซึมประกอบด้วย ให้คุณรีบพาเขาไปพบสัตวแพทย์เสีย อาการอย่างนี้เป็นสัญญาณของโรคที่ไม่ธรรมดาเลย โดยเฉพาะเมื่อเกิดกับลูกสุนัข
4. สำหรับอาหารสำเร็จรูปอย่างอาหารเม็ด หรืออาหารกระป๋อง มีวิธีการเลือกอย่างไร
          ตอบ : โดยทั่วไปแล้วอาหารเม็ดจะมีปริมาณน้ำและความชื้นน้อย ดังนั้น สุนัขควรมีน้ำตั้งไว้ตลอดเวลา แต่อาหารกระป๋องหรืออาหารเปียกจะมีปริมาณน้ำที่มากกว่า จะมีกลิ่นที่น่ากิน สุนัขจึงชอบกินอาหารเปียกมากกว่า แต่ถ้ากินนานๆ ไปเมื่ออายุมากขึ้นอาจจะมีปัญหาคราบหินปูน เนื่องจากไม่มีการกัดแทะของฟัน
5. อาหารต้องห้ามสำหรับลูกสุนัขที่ควรหลีกเลี่ยง
          ตอบ : มีผู้เลี้ยงบางกลุ่มนิยมให้อาหารสุนัขตามแต่ความต้อง การของตัวเอง โดยผู้เลี้ยงเข้าใจผิดว่า สุนัขมีความต้องการ และความสามารถในการกินได้เช่นเดียวกับคน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นความคิดที่ผิด อาหารที่คุณให้อาจย้อนกลับมาทำอันตรายถึงชีวิตแก่สุนัขแสนรักของคุณได้ มีอาหารต้องห้าม 3 อย่างของสุนัข ที่ผู้เลี้ยงควรหลีกเลี่ยงไม่นำมาให้สุนัขกิน ได้แก่
          อาหารที่แข็งเกินไป เช่น กระดูกไก่ หากไม่จำเป็นคุณไม่ควรให้กระดูกไก่ ปลา ให้เจ้าสุนัขของคุณกินโดยเด็ดขาด แม้ว่าเจ้าสุนัขของคุณจะชื่นชอบอาหารเหล่านี้เพียงใด เพราะกระดูกไก่ ก้างปลา อาจแตกหักระหว่างที่สุนัขขบเคี้ยว สร้างมุมแหลม และความแหลมนี่เองอาจทิ่มแทงทำอันตรายสุนัขของคุณได้ ผู้เลี้ยงหลายคนให้เหตุผลในการให้อาหารเหล่านี้แก่สุ นัขว่า ต้องการให้แคลเซียมแก่สุนัข ซึ่งความจริงแล้วผู้เลี้ยงสามารถให้เม็ดแคลเซียม หรือนมอุ่นๆ แก่สุนัขแทนได้
          หัวหอมและกระเทียม ไม่ควรให้สุนัขรับประทานในปริมาณมาก เพราะหัวหอมและกระเทียมมีส่วนประกอบของกำมะถันอยู่มาก เพราะฉะนั้นไม่เหมาะแก่การผสมในอาหารให้กับเจ้าตูบ เนื่องจากว่าสารกำมะถันนี้จะทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงของสุนัข จะทำให้โรคโลหิตจาง และโรคเลือดไหลไม่หยุดได้
          ช็อกโกแลต หลายคนเคยให้ช็อกโกแลตกับสัตว์เลี้ยงของท่าน โดยไม่รู้ว่าช็อกโกแลตเหล่านี้ส่งผลร้ายต่อสุนัข สาเหตุเพราะช็อกโกแลตมีส่วนประกอบของสารชนิดหนึ่งชื่ อว่า Theobromine ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับสารพวก Caffeine (ซึ่งมีในพวกกาแฟ โกโก้) สาร Theobromine นี้เมื่ออยู่ในร่างกายมันจะมีฤทธิ์หลายอย่าง แต่ที่เห็นเด่นๆ ชัด คือ จะกระตุ้นให้มีการหลั่งสารที่เรียกกันว่า Adrenaline ซึ่งสารตัวนี้จะมีผลทำให้หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออกมาก ถ้ากินมากๆ อาจถึงขั้นเป็นพิษได้จะทำให้เกิดอาการอาเจียน ท้องเสีย หายใจถี่ ฉี่บ่อย กระวนกระวาย และในที่สุดก็ถึงตายได้


ที่มา : Thaidogcenter.com และ Kapook.com
ภาพประกอบ : อินเตอร์เน็ต


บัญญัติ 13 ประการ สำหรับการ เลี้ยงสัตว์


1 .หาสัตว์เลี้ยงจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ไว้ใจได้ ในแง่คุณภาพของสัตว์เลี้ยง
2. ถ้าเป็นไปได้ สัตว์เลี้ยงที่หามาใหม่นั้น ควรได้รับการฉีดวัคซีนและถ่ายพยาธิแล้ว
3. หากไม่ทราบประวัติความเป็นมาของสัตว์เลี้ยงที่รับมาใหม่ ควรนำไปให้สัตวแพทย์ตรวจร่างกาย ฉีดวัคซีน และถ่ายพยาธิก่อน
4. นำสัตว์เลี้ยงไปรับการฉีดวัคซีน และถ่ายพยาธิตามระยะเวลาอย่างเคร่งครัด
5. สัตว์เลี้ยงตัวใดที่เจ็บป่วย ควรพาไปรับการรักษาจากสัตวแพทย์อย่างทันท่วงที
6. ต้องจัดหาพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยง เพื่อให้อาหารเป็นประจำและแน่นอน ต้องไม่อยู่ในครัว รวมทั้งต้องปราศจากหนูและแมลงสาบ
7. ไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กๆ ไปเล่นบริเวณที่ให้อาหารสัตว์เลี้ยงรวมทั้งภาชนะที่ใส่อาหารสัตว์
8. สิ่งปฏิกูลจากสัตว์เลี้ยง เช่น อุจจาระ ปัสสาวะ ต้องกำจัดให้หมดไป อาจทำได้โดยตักทิ้ง ฝังหรือกลบ รวมถึงใช้ปูนขาวหรือน้ำยาฆ่า
    เชื้อโรคล้าง
9.  หากใช้กระบะทรายเพื่อเป็นที่สำหรับให้สัตว์ขับถ่าย ควรทำความสะอาดทุดวัน
10. สตรีมีครรภ์ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการทำความสะอาดอุจจาระและปัสสาวะสัตว์เลี้ยง
11. สอนเด็กให้ล้างมือทุกครั้งหลังเล่นกับสัตว์เลี้ยง และก่อนรับประทายอาหารตลอดจนไม่ยุ่งเกี่ยวกับสัตว์ที่กำลังป่วย
12. ไม่ปล่อยให้สัตว์เลี้ยงออกไปเพ่นพ่านนอกบ้าน โดยปราศจากการดูแล
13. กรณีของครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นโรคภูมิแพ้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนนำสัตว์เข้ามาเลี้ยงในบ้าน

ที่มา :  หนังสือ "สอนให้หนู...รู้จักรักและเลี้ยงสัตว์"
ภาพประกอบ : อินเตอร์เน็ต

ปัญหาเมื่อรับสุนัขโตมาเลี้ยง


ตามความเชื่อของคนเลี้ยงหมาทั่วไปในการเลือกหมามาเลี้ยงก็จะต้องเลือกเอาหมาเด็กอายุน้อยมาเลี้ยง ด้วยความเชื่อที่บอกต่อกันมาว่า หมาอายุมาก หมาโตเลี้ยงไม่เชื่อง ฝึกยาก หรือเชื่องยากกว่าลูกหมา ยิ่งเยาว์วัยยิ่งดี หมาจะเชื่อฟัง ซื่อสัตย์ ไม่ดื้อ ไม่กัด ฯลฯ           ปัจจุบันเรากำลังแก้ปัญหาหมาจรจัดด้วยแนวทางที่สำคัญอันหนึ่งคือ "การหาบ้านใหม่ให้หมาจรจัด" เมื่อหมาเหล่านั้นมีบ้านอยู่เป็นหลักแหล่ง มีผู้ดูแลรับผิดชอบ มันก็จะหมดสภาพจรจัดไป หมาจรจัดก็จะลดลง
          ปัญหาก็มีอยู่ว่าหมาจรจัดเหล่านั้นมักเป็นหมาโต มีอายุแล้ว มิใช่ลูกหมา หลายคนยังติดยึดความคิดเดิมๆ ดังข้างต้น ทำให้อัตราการรับหมาเหล่านั้นไปเลี้ยงจากสถานสงเคราะห์สัตว์น้อย ทั้ง ๆ ที่หมาเหล่านั้นถูกคัดเลือกมาโดยผ่านเกณฑ์จัดเป็น "หมานิสัยดี" คือ "ไม่กัดคน ไม่กัดหมา พาจูงได้" มันสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างดี อีกทั้งยังมีอายุพอควรผ่านโลกและโรคมาแล้ว มีภูมิต้านทานโรคภัยไข้เจ็บได้ดี โอกาสเลี้ยงรอดสูงกว่าหมาเด็ก หรือลูกหมาแน่ๆ ฯลฯ
          แต่ก็มีบางรายที่รับหมาจรจัดที่เป็นหมาโตไปเลี้ยงแล้วประสบปัญหาบางอย่างที่มิใช่คุณสมบัติหมานิสัยดี เช่น ขุดคุ้ยถังขยะ กัดขาโต๊ะ ตู้ มุดเข้าไปนอนใต้โซฟาหรือปีนขึ้นไปนอนบนเก้าอี้ ฯลฯ
          พฤติกรรมเหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่หมาถูกปลูกฝัง หรือติดตัวมาตั้งแต่เป็นหมาจรจัด ดังนั้นหากคุณเข้าใจพื้นฐานพฤติกรรมเหล่านั้น ก็จะค่อย ๆ ช่วยแก้ไขคลี่คลายปัญหาที่กำลังประสบลงได้โดยเสริมกับวิธีหลัก ๆ ดังต่อไปนี้
           จัดเตรียมที่ให้หมาใหม่อยู่เป็นสัดส่วน พอเหมาะไม่คับแคบ ไม่ถูกรบกวนด้วยคนหรือสัตว์อื่น รวมถึงเสียงต่างๆ เช่น รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ฯลฯ คุณสามารถกักให้เขาอยู่ในที่ส่วนตัวนี้ได้เมื่อไม่ต้องการให้เพ่นพ่านเป็นการฝึกนิสัยอย่างหนึ่ง
           จัดระเบียบชีวิตหมาให้เป็นไปตามที่คุณจะมีเวลา เช่น กินเป็นเวลา ปล่อยหรือพาไปจูงเดิน หรือเล่นเป็นเวลา ที่ตรงและสม่ำเสมอทุกวัน หมาโตจะรับรู้และเรียนได้เร็วกว่าลูกหมา
           สมาชิกในบ้านทุกคนต้องร่วมมือปฏิบัติตามกติกาต่อหมาใหม่ตัวนี้ เช่น ไม่เล่นรุนแรง ไม่ให้อาหารอื่นนอกเหนือจากที่จัดไว้ตามเวลา ให้ความรัก ความอ่อนโยน ที่สำคัญเด็กๆ อย่าเข้าใกล้ จับต้องหรือส่งเสียงก่อกวนเขา เนื่องจากหมาอาจหงุดหงิดได้ ต้องรอให้เขาปรับตัวสักพัก
           พาหมาไปจูงสำรวจบริเวณต่าง ๆ ในบ้านและอาณาเขตที่ต้องใส่สายจูงก็เพื่อให้เขารู้ว่าต้องตามและเชื่อฟังผู้เป็นจ่าฝูงคือคุณ ที่ใดไม่ควรไป ไม่ควรยุ่งเกี่ยวก็พาไปแล้วออกคำสั่ง "ไม่" หรือแสดงสีหน้าท่าทางไม่พอใจ หมาก็จะหยุด เช่น พาไปที่เก้าอี้ หากหมาแสดงท่าจะปีนขึ้นต้องออกคำสั่งและแสดงปฏิกิริยาในเชิงปฏิบัติหรือห้ามทันที อย่างนี้หมาก็จะเข้าใจ แทนที่จะตีซึ่งหมาไม่รู้เรื่องด้วยเลย
           หมาโตส่วนใหญ่จะปรับตัวเข้ากับบ้านใหม่ได้ง่าย หากได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสม สัก 7 วันก็ใช้ได้ แต่หากยังไม่เป็นที่พอใจของคนในบ้านนัก ก็ยังฝึกต่อไป โดยสลับกับการให้อยู่ในที่จำกัดเช่นคราวแรกที่มา
           การฝึกหมาให้อยู่ในโอวาท ต้องกระทำ รื้อฟื้น ย้ำทวนอยู่เสมอ อย่าละเลยครับ !
โดย ปานเทพ รัตนากร
ที่มา : คมชัดลึก และ kapook.com
ภาพประกอบ : อินเตอร์เน็ต

การดูแลสุนัข ในฤดูหนาว


  ปลายฝนต้นหนาว ช่วงการเปลี่ยนฤดูใหม่ ๆ ไม่ใช่แค่คนเท่านั้นที่มีโอกาสเป็นไข้หวัด ในช่วงเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวนี้เองมักจะพบได้ว่าสุนัขแสนรักก็มีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคหลาย ๆ โรค โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส สุนัขมักจะเป็นโรคติดต่อซึ่งไม่มียาตัวใดที่จะฆ่าเชื้อไวรัสนี้ได้ การที่จะทำให้สุนัขหายป่วยนั้น ก็ขึ้นอยู่กับระดับอุณหภูมิคุ้มกันของตัวสัตว์เอง การรักษาจึงเป็นเพียงการประคับประคอง โดยการให้น้ำเกลือ และป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เป็นต้น
โรคชนิดต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้กับลูกสุนัขในช่วงฤดูหนาว
           ไวรัส canine herpevirus ลูกสัตว์แรกเกิดร่างกายมีอุณหภูมิต่ำ จะมีความไวต่อการติดเชื้อไวรัสนี้ ซึ่งเป็นสาเหตุของการตายในลูกสัตว์แรกเกิดที่อายุระหว่าง 9-14 วัน ลูกสุนัขสามารถติดต่อจากแม่สัตว์ผ่านทางน้ำลาย น้ำจากช่องคลอด จะมีอาการกระวนกระวาย ร้องตลอดเวลา ปวดท้อง หายใจถี่ อาจชักหรือเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมง การรักษาทำได้เพียงแบบประคับประคอง ได้แก่ การให้สารน้ำทดแทน และการป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เพราะไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้ ดังนั้นควรรักษาสุขภาพแม่สุนัขให้แข็งแรง ให้ลูกสุนัขอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นประมาณ 37 องสาเซลเซียส
           โรคไข้หัดสุนัข canine distemper เกิดจาดการติดเชื้อไวรัส สามารถติดต่อได้หลายทางไม่ว่าจะเป็น ทางอุจจาระ น้ำลาย ปัสสาวะ น้ำมูก น้ำตา และที่สำคัญคือการติดต่อผ่านทางอากาศและการหายใจอาการในรายที่รุนแรงจะพบว่าสัตว์มีน้ำมูกน้ำตา ไอ หายใจลำบาก ท้องเสีย อาเจียน ปอดปวม บริเวณจมูกและฝ่าเท้าจะหนาตัวขึ้น และอาการทางประสาท เช่น ชัก อัมพาต การรักษาทำได้เพียงแบบประคับประคอง เช่นเดียวกัน โรคไข้หัดสุนัขสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนและไม่สัมผัสกับสุนัขที่ติดเชื้อ เนื่องจากสภาพอากาศเย็นนั้นความชุ่มชื้นของทางเดินหายใจส่วนต้นจะน้อยทำให้กระบวนการป้องกันโรคของร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่ จะติดเชื้อต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
           โรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจ เกิดได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน ทั้งไวรัส แบคทีเรีย หรือรวมกันทั้งสองอย่าง สามารถติดต่อทางการหายใจหรือสิ่งคัดหลั่ง พบได้บ่อยโดยเฉพาะแหล่งขายสุนัขที่เลี้ยงแออัด การระบายและสภาพแวดล้อมไม่ดี ร้อน หนาว หรือลมโกรกมากเกินไป มักแสดงอาการแบบเรื้อรัง มีไข้ไม่สูงนัก กินอาหารได้แต่น้อย ไอมีเสมหะ อาจพบน้ำมูกข้นเล็กน้อย การรักษาจึงทำได้เพียงแบบประคับประคอง เช่นเดียวกันแต่ถ้าไม่รักษาอาจปอดปวม หายใจลำบาก และเสียชีวิตได้ ควรป้องกันโดยปรับสภาพแวดล้อม ออกกำลังกาย อยู่ในที่ที่อบอุ่น
          ทั้งนี้ อาจจะใส่เสื้อสำหรับสุนัขเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย จากทั้งหมดที่กล่าวมาพบว่า เรามักจะพบอัตราเสียชีวิตสูงที่สุดในลูกสุนัข ส่วนในรายสุนัขที่โตแล้วนั้น พบว่าอัตราการเสียชีวิตจะน้อยลงเนื่องจากร่างกายสามารถสร้างภูมิต้านทานได้ ดังนั้น การทำวัคซีนตามโปรแกรมในลูกสุนัขเป็นการป้องกันโรคที่ดีอย่างหนึ่ง
          อย่างไรก็ตาม เจ้าของสุนัขควรตรวจเช็คประวัติวัคซีนประจำปี บำรุงรักษาสุขภาพร่างกายของสัตว์ให้แข็งแรง ได้รับโภชนาการที่เหมาะสม มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และงดการนำสุนัขไปพบปะกับสุนัขที่มีประวัติวัคซีนที่ไม่แน่นอน และพยายามให้ร่างกายสุนัขอบอุ่นอยู่เสมอ เท่านี้ก็สามารถช่วยลดอัตราการเกิดโรคไวรัสในช่วงหน้าหนาวนี้ได้แล้ว
ที่มา : โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อภาพประกอบ : อินเตอร์เน็ต

รู้ได้อย่างไร แม่สุนัขตั้งท้อง

 คำถามนี้หลายๆท่านที่เลี้ยงสุนัขคงเคยได้ยินได้ฟังและอาจจะเป็นผู้หนึ่งเอ่ยคำถามนี้ขึ้นมาเสียเอง เนื่องจากหลายครั้งหลายหนที่เราคิดว่าแม่สุนัขของเราดูเหมือนว่าจะท้อง แต่ท้ายสุดก็ไม่ท้อง ทำให้ความมุ่งหวังที่บังเกิดขึ้นขณะที่เฝ้ารอลูกสุนัขตัวน้อยๆเป็นอันต้องสูญสิ้น

              ปัจจุบันการตรวจการตั้งท้องนั้นมีหลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีมีความน่าเชื่อถือหรือความแม่นยำ ตลอดจนค่าใช้จ่ายรวมถึงความยุ่งยากและผลข้างเคียงที่แตกต่างกัน เอาเป็นว่าในโอกาสอันดีนี้ ข้าพเจ้าจะพูดเฉพาะวิธีการตรวจท้องที่ได้รับความนิยมและไม่ยุ่งยากจนเกินไปอันได้แก่

1. การตรวจการตั้งท้องโดยดูลักษณะทางสรีรสภาพและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป
              ลักษณะที่เปลี่ยนไปของแม่สุนัขหลังผสมพันธุ์ มักจะถูกสังเกตเห็นได้ง่ายโดยเจ้าของสุนัขเอง ลักษณะที่แสดงออกให้เห็นได้แก่ ช่องท้องเริ่มขยายใหญ่ เต้านมเริ่มขยายและหัวนมมีสีชมพูอ่อนๆ ปากช่องคลอดมีขนาดใหญ่เมื่อเปรียบเทียบกับตอนช่วงก่อนที่แม่สุนัขแสดงอาการสัด รวมถึงพฤติกรรมบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปเช่น เคยกินอาหารได้ดีอาจเปลี่ยนเป็นไม่ค่อยกินอาหาร หรือบางตัวอาจจะกินอาหารมากกว่าปกติ บางตัวจะสงบเสงี่ยมมากขึ้น แต่บางตัวก็หงุดหงิดง่าย ลักษณะทางสรรีรสภาพและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของแม่สุนัขหลังการผสมพันธุ์บางตัวอาจจะสังเกตให้เห็นได้เร็ว บางตัวก็ใช้เวลานานถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นร่วมด้วย ที่เห็นเด่นชัดก็คือจำนวนลูกที่อยู่ในท้องแม่สุนัข แต่การตรวจท้องโดยวิธีนี้ความแม่นยำจะไม่สูงนักรวมทั้งไม่สามารถคอบคำถามได้ว่าแม่สุนัขจะมีลูกกี่ตัว และบ่อยครั้งเจ้าของแม่สุนัขมักจะอุปทานหรือมองเข้าข้างตนเองมากเกินไปทำให้มักเกิดความผิดพลาดในการวินิจฉัยได้มาก
2. การตรวจการตั้งท้องโดยวิธีการคลำผ่านทางหน้าท้อง
              ปกติตัวอ่อนของสุนัขจะอาศัยหรือฝังตัวอยู่ในส่วนปีกมดลูกของแม่สุนัขภายหลังการปฏิสนธิ 2 – 3 สัปดาห์ ในสุนัขบางสายพันธุ์เราจึงสามารถที่จะตรวจการตั้งท้องโดยใช้วิธีการคลำผ่านหน้าท้องเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของปีกมดลูก ซึ่งก็ต้องอาศัยประสบการณ์ของผู้ตรวจเป็นสำคัญรวมถึงการระมัดระวังไม่ให้เกิดการกระทบกระเทือนจนเป็นเหตุทำให้เกิดการแท้งลูกขึ้น บ่อยครั้งที่ผู้ตรวจอาจคลำไปถูกอุจจาระของแม่สุนัขซึ่งก็เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้วินิจฉัยผิดได้ การตรวจโดยวิธีนี้หากตรวจในช่วงท้ายๆของการตั้งท้องอาจพบว่าผู้ตรวจสามารถที่จะสัมผัสกับตัวอ่อนที่เคลื่อนไหวอยู่ในท้องของแม่สุนัขได้เลย แต่การตรวจโดยวิธีนี้ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าแม่สุนัขมีลูกกี่ตัว
3. การตรวจการตั้งท้องโดยวิธีการถ่ายภาพรังสี
              การตรวจการตั้งท้องวิธีนี้ใช้หลักการการผ่านของรังสีเอ็กซเรย์ หากรังสีไปตกกระทบกับส่วนที่มีความหนาแน่นสูงเช่นโครงกระดูกของลูกสุนัข จะมีผลทำให้รังสีไม่ผ่านส่วนโครงกระดูกนี้จึงทำให้เมื่อดูในฟิล์มจะพบว่าเป็นส่วนสีขาวเป็นรูปโครงกระดูกของลูกสุนัข เพราะฉะนั้นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตรวจการตั้งท้องโดยวิธีการถ่ายภาพรังสีจะเป็นช่วงที่ลูกสุนัขมีการเจริญของกระดูกแล้วคือตั้งแต่ 6 สัปดาห์หลังการเกิดปฏิสนธิ การตรวจโดยวิธีนี้ค่อนข้างให้ความแม่นยำสูงและบอกได้ว่ามีลูกอยู่ในท้องอย่างน้อยกี่ตัวจากการนับโครงกระดูกที่เห็นในฟิล์ม แต่บ่อยครั้งจำนวนลูกที่ได้จริงอาจจะมากกว่าที่เห็นในฟิล์มเป็นผลเนื่องจากการเกิดการซ้อนทับกันของลูกในท้องทำให้มองไม่เห็นในฟิล์มเอ็กซเรย์
4. การตรวจการตั้งท้องโดยวิธีใช้คลื่นเสียงความถี่สูง
              “อัลตร้าซาวด์” เป็นคำที่พูดกันติดปาก การตรวจโดยวิธีนี้จะมีความปลอดภัยและมีความแม่นยำค่อนข้างสูง สัตวแพทย์ผู้มีความชำนาญอาจตรวจพบการตั้งท้องได้เร็วที่สุด 20 วันหลังการผสมพันธุ์ แต่หากหลัง 28 วัน สัตวแพทย์ผู้ตรวจสามารถตรวจพบการเต้นของหัวใจลูกสุนัขได้ ปัจจุบันการตรวจโดย
วิธีการนี้ได้รับความนิยมค่อนข้างมากเพราะสามารถตัดความกังวลใจเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดจากการถ่ายภาพรังสีเอ็กซเรย์ รวมทั้งค่าใช้จ่ายก็ไม่สูงกว่าการถ่ายภาพรังสีจนเกินไป แต่การตรวจโดยวิธีนี้ก็ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าแม่สุนัขมีลูกกี่ตัว
5. การตรวจการตั้งท้องโดยการตรวจฮอร์โมน
              ฮอร์โมนที่มีความจำเพาะต่อการตรวจการตั้งท้องคือ รีแล็คซิน ฮอร์โมนตัวนี้ถูกสร้างขึ้นจาก รกของลูกสุนัขในท้องแม่สุนัข เพราะฉนั้นสุนัขที่ตั้งท้องจะมีฮอร์โมนตัวนี้ในระดับสูง ปัจจุบันบ้านเรามีชุดตรวจสำเร็จรูปสำหรับตรวจการตั้งท้องโดยวิธีนี้จำหน่าย แต่ราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการตรวจการตั้งท้องโดยวิธีการอื่น แต่วิธีการตรวจค่อนข้างสดวกโดยตรวจจากเลือดของแม่สุนัขหลังผสม 21 วันจะให้ผลที่ 61 เปอร์เซ็นต์ หากตรวจภายหลังผสม 29 วันจะให้ผล 100 เปอร์เซ็นต์ โดยสามารถทราบผลภายใน 10 นาที ข้อดีของวิธีการตรวจวิธีนี้คือสามารถแยกการตั้งท้องจริงกับการตั้งท้องเทียมหรือท้องลมได้ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าแม่สุนัขจะให้ลูกกี่ตัว
จากวิธีการที่กล่าวมาข้างต้น ก็คงจะพอเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับให้ผู้เพาะพันธุ์สุนัขเป็นแนวทางเบื้องต้นในการจัดการกับตัวแม่พันธุ์สุนัข หลายวิธีค่อนข้างสดวกในการวินิจฉัย บางวิธีอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายและจำเป็นต้องพึ่งสัตวแพทย์เป็นผู้ตรวจวินิจฉัย บางวิธีบอกได้ถึงจำนวนลูกที่อยู่ในท้อง ก็ลองดูละกันนะครับ ถ้าไม่อยากรอจนถึง 2 เดือน ก็เลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง หรือหลายวิธีมาประกอบกัน จะได้วางแผนจัดการกับแม่พันธุ์สุนัขและวางแผนจัดการกับลูกสุนัขที่จะเกิดขึ้นมาด้วยความพร้อมที่สุด

ที่มา : petnews (petnews2005.com)
ภาพประกอบ : อินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ความรู้เกี่ยวกับสุนัข

เรื่องควรรู้ ก้อนเนื้องอก ใช่เนื้อร้ายหรือไม่

บ่อยครั้งที่ผู้เลี้ยงสุนัข-แมว มักจะพกพาเอาคำถามที่เจ้าตัวสะดุดจากการสัมผัสสัตว์เลี้ยง โดยพบก้อนเนื้อ หรือรอยนูนใต้ผิวหนัง ด้วยเกรงว่านั่นอาจเป็นเนื้อร้ายก่อโรคมะเร็ง

 เพราะทั้งน้องหมาน้องแมวเป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักที่มักจะต้องคลุกคลีกับคนเสมอ ๆ การสัมผัส ลูบไล้ เล่น กอด และหอมกัน ดูจะเป็น
เรื่องธรรมดาสามัญเอามาก ๆ แต่หากวันใดที่การสัมผัสนั้น พบสิ่งแปลกปลอมบนตัวสัตว์เลี้ยง แน่นอนว่าผู้เป็นเจ้าของก็ต้องหาคำตอบให้ได้
ว่ามันคืออะไร???
คิดว่าหลายท่านคงมีประสบการณ์เกี่ยวกับการได้ยินเสียงของเจ้าตูบที่ส่งเสียงดัง ๆ ด้วยการเห่ากันมาไม่มากก็น้อย การได้ยินเสียงเห่าของเจ้าตูบนั้นคงไม่มีใครพิศวาส อยากได้ยินสักเท่าไหร่ เพราะมันช่างน่ารำคาญ และน่าหงุดหงิดซะนี่กระไร แล้วทำไมเจ้าตูบถึงต้องเห่า
           การเห่าของสุนัขถือเป็นพฤติกรรมสื่อสารตามธรรมชาติ แต่ถ้าหากเห่ามากเกินไป ก็เป็นปัญหาได้เหมือนกัน เราจะควบคุมการเห่าของสุนัขได้อย่างไร ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าธรรมชาติขิงสุนัขเห่าเพื่อต้องการสื่อสารอะไร
             Lovely/anxious barking เห่าเมื่อรู้สึกเหงา โดดเดี่ยว วิตกกังวล เป็นต้นว่า ถูกขัง ถูกบังคับ เสียงจะแหลมขึ้น และบอกได้ถึงอารมณ์ที่ขุ่นมัว เสียงนี้แหละที่จะสร้างความรำคาญให้กับเพื่อนบ้านจนเป็นปัญหากันมานักต่อนักแล้ว
             Bored barkers เห่าเมื่อสุนัขรู้สึกเบื่อ
             Play/ excuenebt bards การเห่าเมื่อต้องการเล่นหรือตื่นเต้น ลักษณะสั้นและเสียงแหลม
             Self-identification barking เห่าเมื่อสุนัขต้องการเห่าตอบเสียงเห่าหอนของสุนัขตัวอื่น ๆ ที่อาจได้ยินจากข้างบ้าน
             Startle barking เกิดขึ้นเมื่อมีเสียงหรือการเคลื่อนไหวอย่างทันทีหรือเสียงจากคนแปบกหน้า คล้าย ๆ กับ alert bark
             Alert /warning barks เป็นการเห่าเพื่อกระตุ้นเจ้าของว่า จะมีภัยอันตรายหรือคนแปลกหน้าเข้ามา ลักษณะการเห่าจะเร็วประหนึ่งว่ามีผู้บุกรุก เสียงขู่คำรามเบา ๆ ในลำคอ อาจสับสนกับการเห่าจากการกลัว
             Attention-seeking barks มักเกิดกับลูกหมาเด็กที่ต้องการ การดูแล เรียกร้องความนใจ เราต้องใจแข็ง ทำเป็นไม่สนใจอย่างหนัก ถือเป็นการฝึกไม่ให้เกิดพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ในอนาคต เพราะถ้าติดเป็นนิสัยถึงตอนโตแล้ว ก็จกยากกับการแก้ไข
หลักการสำคัญในการควบคุมการเห่าที่ไม่พึงประสงค์
          ถ้าจะสามารถควบคุมการเห่าได้ สุนัขต้องเชื่อฟังคำสั่งของเจ้าของก่อน ถ้าเราสั่งไม่ได้ก็จะทำให้การฝกเป็นไปด้วยความยากลำบาก ส่วนมากเลยที่เจ้าของจะพูดสั่งเจ้าตูบไม่ให้เห่าคือ ไม่ ไม่ ไม่ จะยิ่งทำให้สุนัขคิดว่าเราอยากเห่าด้วย อยากเล่นกับเค้า หรือบอกว่าคุณชอบที่จะเล้นกับเค้า เค้าก็ยิ่งเห่า เราต้องเลือคำสั่งเพียงหนึ่งคำ เช่น หยุด หรือ พอ แล้วใช้คำนั้นตลอด ด้วยเสียงแบบเดิม และให้ทุกคนในบ้านทำเหมือนกัน แต่การสอนเจ้าตูบนั้น ต้องใช้ความอดทนเป็นที่ตั้ง และต้องค่อยเป็นค่อยไป ให้รางวัลเมื่อสุนัขทำตาม ซึ่งจะดีกว่าการลงโทษ ยิ่งทำให้สุนัขกลัว และรู้สึกฝืนและต่อต้าน
          นอกจากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของุนัขแล้ว ปัจจุบันนี้ ยังมีอุปกรณ์เสริมเป็น ปลอกคอกันเห่าของสุนัขมีมาให้เลือกซื้อเลือกหากันอีกด้วย แต่การใช้ปลอกคอกันเห่าเป็นประจำอาจทำให้สุนัขเห่ามากขึ้น จึงควรใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น
          ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือ การตัดกล่องเสียง สัตวแพทย์หลาย ๆ ท่านไมนิยมใช้วิธีการนี้ เนื่องจากบางรายไม่ได้ผล รายที่ได้ผล สุนัขจะเห่าเสียงแหบ ๆ วิธีกานนี้เป็นวิธีการที่นักพฤติกรรมสัตว์ยังสงสัยถึงผลที่ได้รับอยู่ เนื่องจากสาเหตุการเห่ามีมากมาย การรักษาจึงต้องขึ้นอยู่กับสาเหตุ ถ้ายังไม่ได้รับการแก้ไข ทางที่ดีเจ้าของสุนัขควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะกระตุ้นให้สุนัขเห่า
          สำหรับท่านที่กำลังประสบปัญหาเจ้าตูบของคุณเห่ามากกว่าปกติก็ลองนำวิธีการต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นไปลองทำดูนะครับ เชื่อแน่ว่าปัญหาที่คุณกำลังเผชิญอยู่ต้องทเลาเบาบางลงไปแน่นอน
ที่มา : ข่าวโลกสัตว์เลี้ยง
ภาพประกอบ : อินเตอร์เน็ต

ข้อควรจำสำหรับคนที่รักและเลี้ยงสุนัข

 
 ในกรณีของผู้เลี้ยงที่ต้องออกไปทำงาน ไม่ควรทิ้งอาหารไว้ให้สุนัข สำคัญที่สุด คือ น้ำสะอาดสำหรับสุนัข ห้ามเด็ดขาดที่จะทิ้งอาหารไว้ให้สุนัขรับประทานทั้งวัน เพราะสุนัขไม่ได้ออกกำลังกาย ดังนั้น จึงเป็นการสะสมพลังงานและไขมัน ก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ และ
พฤติกรรมไม่ดีต่าง ๆ ได้ง่าย
ความรักจากเพียงแรกพบอาจไม่เพียงพอสำหรับการอยู่ร่วมกัน ยังต้องอาศัยความเข้าใจ ความเอื้ออาทร รวมไปถึงประสบการณ์จากการได้ใช้เวลาร่วมกัน
 1. แม้จะไม่มีหลักฐานแน่ชัดเกี่ยวกับต้นกำเนิดสายพันธุ์ แต่เชื่อกันว่า ปอมเมอเรเนียน เป็น สุนัข ที่อยู่ในตระกูลสปิทซ์ (Spitz) ซึ่งสุนัขสายพันธุ์ต่าง ๆ ในกลุ่มนี้ จะมีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกันคือ มีเส้นขนที่ยาวและหนา ส่วนหางม้วยเข้าหาแผ่นหลัง           2. ชื่อสายพันธุ์ปอมเมอเรเนียนนั้น ตั้งตามชื่อแคว้นปอมเมอเรเนีย ซึ่งเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศเยอรมนีและโปแลนด์ในปัจจุบัน ทั้งนี้ แคว้นปอมเมอเรเนีย ไม่ได้เป็นถิ่นกำเนิดของสุนัขสายพันธุ์ ปอมเมอเรเนียน แต่เป็นถิ่นที่นิยมเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์นี้ไว้ใช้งานมาตั้งแต่สมัยโบราณ
          3. เห็นตัวเล็กน่ารักแบบนี้ เชื่อไหมว่า ปอมเมอเรเนียน ในอดีตเป็นสายพันธุ์สุนัขใช้งานที่มีน้ำหนักกว่า 15 กิโลกรัม จนเมื่อชาวยุโรปเริ่มนิยมเลี้ยง ปอมเมอเรเนียน ในฐานะสัตว์เลี้ยงประจำบ้านมากขึ้น อดีตหมาใหญ่ก็ถูกพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงเหลือ 10 กิโลกรัม และค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ จนเหลือประมาณ 3 กิโลกรัม ดังที่เห็นในปัจจุบัน
          4. ปอมเมอเรเนียน ได้เข้าสู่สังคมชั้นสูงแห่งเมืองผู้ดีอังกฤษเป็นครั้งแรกโดยการนำเข้าของาชินีชาร์ล็อต มเหสีของพระเจ้าจอร์จที่ 3 ซึ่งสุนัข ปอมเมอเรเนียน ในสมัยนั้นยังคงเป็นสุนัขนาดกลาง หน้าตาไม่ได้น่ารักจิ้มลิ้มอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้ แต่เมื่อปอมเมอเรเนียน ได้ปรากฎตัวในฐานะสุนัขของพระราชินี กลุ่มคนชนชั้นสูงในประเทศอังกฤษจึงเริ่มให้ความสำคัญกับสุนัขสายพันธ์นี้เพิ่มมากขึ้น
          5. Marco เป็นชื่อของปอมเมอเรเนียนตัวน้อยที่เป็นดาวเด่นของราชวงศ์อังกฤษในรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย ซึ่งได้มาเมื่อครั้งที่ พระองค์เสด็จไปเยือนนครฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ในปี 1888 Macro เป็นสุนัขขนาดเล็กกะทัดรัด ขนฟู ความน่ารักของ ปอมปอมตัวน้อยเป็นจุดเริ่มต้นของการเพาะพันธุ์ปอมเมอเรเนียนขนาดเล็กขึ้นอย่างเป็นระบบและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
          6. เมื่อได้รับเกียติให้เข้าสู่สังคมชั้นสูง ปอมเมอเรเนียนจึงได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ทั้งในด้านขนาดร่างกายและกิริยาท่าทาง น้องหมาผู้มีเกียรติที่อยู่เคียงข้างบรรดาสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีชาวอังกฤษนั้นจะเชิดคอสูง ยืนด้วยปลายเท้า ดูมีบุคลิกสมกับเป็นผู้ดีด้วยเช่นกัน
          7. ถึงแม้จะเคยเป็นน้องหมาผู้ดีในแวดวงชนชั้นสูง หรือจะเป็นคุณหนูตัวน้อยประจำบ้าน แต่ปอมเมอเรเนียนก็ไม่เคยลืมสัญชาตญาณการเป็นสุนัขใช้งานในเขตหนาว พวกเขายังคงคล่องแคล่ว ว่องไว ปรับตัวได้ดีเยี่ยม กล้าหาญและซื่อสัตย์เป็นอย่างมาก
          8. ปอมเมอเรเนียนสามารถเข้ากับเด็กและสุนัขสายพันธุ์อื่นได้เป็นอย่างดี แต่หากครอบครัวไหนมีเจ้าปอมน้อยเป็นเจ้าถิ่น การรับสมาชิกใหม่ก็ควรให้เวลาน้องปอมได้ปรับตัวระยะหนึ่ง ทั้งนี้ ด้วยขนาดร่างกายที่เล็กบางของปอมเมอเรเนียน ก็อาจได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกับเพื่อนต่างขนาดได้ง่าย ในระยะแรกที่พบหน้ากันเจ้าของจึงควรเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด
          9. ปอมเมอเรเนียนจะมีการผลัดขนจำนวนมากเป็นประจำทุกปี โดยสุนัขเพศผู้จะผลัดขนปีละครั้ง ส่วนเพศเมียปีละสองครั้งก่อนรอการเป็นสัด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องพิจารณาก่อนจะเลือกเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์นี้
          10. ปัญหาสุขภาพของน้องหมาที่คนรักปอมฯ ควรจำใส่ใจ ได้แก่ ปัญหากระดูกสะบ้าเคลื่อน หลอดลมตีบ ขนร่วงจากสาเหตุต่าง ๆ ภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ และบางครั้งอาจพบปัญหาฟันร่วงก่อนวัยอันควร
          เพราะความรักจากเพียงแรกพบอาจไม่เพียงพอสำหรับการอยู่ร่วมกัน ยังต้องอาศัยความเข้าใจ ความเอื้ออาทร รวมไปถึงประสบการณ์จากการได้ใช้เวลาร่วมกัน ที่จะช่วยส่งความรู้สึกฝากไปถึงเจ้าปอมเมอเรเนียนตัวน้อย ให้ได้รับรู้ว่าคนที่เขารักมากที่สุดก็รักเขามากเช่นกัน
ที่มา และ ภาพประกอบ : Dogazine , Kapook.com

รักสัตว์เลี้ยงมากไป นำโรคภัยมาให้ตัว


เพื่อนรักสัตว์เลี้ยงทั้งหลายที่เราเลี้ยงเอาไว้แก้เหงานั้น ไม่ว่าจะสุนัขหรือแมว ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่เราต้องตระหนักว่าเป็นเพื่อนต่างเผ่าพันธุ์ ถึงจะรักกันแค่ไหนก็ต้องมีระยะห่างกันบ้าง บางคนรักมากถึงขนาดอุ้มสัตว์เลี้ยงสุดรัก ขึ้นมากอดรัดฟัดเหวี่ยง จูบปากหอมแก้ม ไม่มีช่องว่างใดๆ มาขวางกั้น แต่หารู้ไม่ว่าการกระทำอย่างนั้นอาจนำโรคภัยมาสู่ตัวเองได้ง่ายๆ
             ข้อมูลจากหนังสือ "รู้ไว้...ไกลโรค" ของโรงพยาบาลพญาไท ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของ โรคร้ายที่มากับสัตว์เลี้ยง ไว้ว่า การติดต่อหรือรับเชื้อนั้นอาจจะเกิดได้ 2 ทาง คือ น้ำลายและไอละอองจากการหายใจของสัตว์เลี้ยง ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันตนเอง จึงควรระมัดระวัง ไม่คลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงเมื่อเกิดรอยแผลหรือรอยขีดข่วนบนร่างกาย หรือเมื่อรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยสบาย หรือในช่วงที่มีอาการของโรคประจำตัวเกิดขึ้น
             กลุ่มเสี่ยง ที่จะได้รับโรคจากสัตว์เลี้ยง คือกลุ่มคนทั่วไปทุกเพศทุกวัย ที่มีการสัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยง จำพวกสุนัขและแมว ผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น เป็นโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง เบาหวาน
             อาการที่พึงระวัง เมื่ออยู่ใกล้ชิดสัตว์เลี้ยงแล้วมีอาการคัดจมูกคล้ายเป็นหวัด เกิดการอักเสบบริเวณตา ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจเกิดการติดเชื้อจากสัตว์เลี้ยงได้
             โรคที่ติดจากสัตว์เลี้ยงนั้น มีหลายชนิด บางครั้งไม่ได้ส่งผลให้เกิดอาการป่วยในทันที เชื้อจะโจมตีร่างกายให้ป่วยได้เฉพาะช่วงที่ภูมิคุ้มกันร่างกายเราอ่อนแอเท่านั้น ส่วนคนที่ร่างกายแข็งแรงแม้ตรวจพบเชื้อก็ยังไม่ส่งผลใดๆ ในทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า "ฟลอร่า" หรือเชื้อที่เป็นผู้อาศัยโดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่ถ้าร่างกายอ่อนแอหรือพักผ่อนน้อย แล้วได้รับเชื้อเข้าไปจะมีอาการที่แสดงออกชัดเจน เช่น ไอ จาม คัดจมูกคล้ายเป็นหวัด หรือหากรับเชื้อเข้าสู่ตา จะส่งผลให้ตาบวม อักเสบ ขึ้นได้
             ทางที่ดีสำหรับผู้มีสัตว์เลี้ยงแสนรักอยู่ในบ้านจึงควรต้องรู้จักเฝ้าสังเกตอาการตัวเองด้วย และอย่ารัก (สัตว์) มากเกินไป จะนำภัยมาถึงตัว.
ที่มา และ ภาพประกอบ : ข่าวไทยรัฐ ออนไลน์

ความในใจของ บางแก้ว ผู้ภักดี

การแสดงออกถึงความรักภักดี การหวงบ้าน การหวงของ การรักและหวงเจ้านายฉันผิดหรือ ?
     พวกคุณไม่เข้าใจฉันมากกว่า แต่ละช่วงอายุของฉัน พฤติกรรมที่ฉันแสดงออกไปนั้น ล้วนแต่ทำออกมาจากจิตใต้สำนึกของฉันซึ่งเต็มไปด้วยความรักและภักดีต่อคุณ

                ตอนเล็กๆ ฉันทำอะไรคุณก็บอกว่าฉันน่ารัก พอโตขึ้นฉันทำแบบเดิมๆ คุณก็ตี คุณก็ทุบ เต๊ะบ้าง ฉันเองก็ไม่อาจที่จะเข้าใจว่าคุณรักฉันหรือเปล่า? แต่ความรักของฉันที่มีต่อคุณ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง  ตอนที่ฉันยังเล็กๆเป็นลูกหมาที่น่ารัก ดูเหมือนคุณมีเวลาที่จะใส่ใจฉัน เล่นกับฉัน กอดหอมฉัน ดูเหมือนคุณรักฉันมากมาย คุณมีเวลาที่จะเล่น คุณมีเวลาที่จะเฝ้ามองฉัน ฉันมีความสุขมาก แต่คุณก็ไม่เคยสอนฉันเลย ว่าคุณอยากให้ฉันมีนิสัยเช่นไร? ไม่เคยที่จะสอนฉันให้เข้าใจในสิ่งที่คุณต้องการเลย คุณเคยที่จะบอกฉันไหม? ว่าคุณชอบ หรือไม่อยากที่จะให้ฉันทำสิ่งใด มาวันนี้เวลาแม้แต่น้อยนิดคุณก็ไม่เคยเหลียวแลฉัน คุณกลับมาบ้านฉันดีใจ อยากที่จะพบหน้าคุณ หาของอะไรที่พอจะคาบได้ไปเป็นของกำนัลแด่คุณ แต่คุณก็ไม่เคยสนใจฉันเลยแม้แต่น้อย ดุฉันบ้างตีฉันบ้าง หาว่าฉันทำบ้านเลอะเทอะ ทำลายสิ่งของ

                ตอนเล็ก ฉันวิ่งเล่นไปได้รอบๆบ้าน ไปขุดคุ้ยเขี่ยดิน ชมนกชมไม้ไปรอบๆบริเวณ วันนี้คุณหาว่าฉันเล่นไม่รู้เรื่อง ขุดคุ้ย ต้นไม้ ทำให้บ้านที่สวยงามเสียหาย ตีฉัน อะไรกันนี่ ฉันทำอะไรผิดเหรอ ฉันก็เล่นเช่นนี้ทุกๆวัน แล้ววันหนึ่งคุณก็จับฉันมาล่ามโซ่ ไม่ให้ฉันไปไหน วิ่งเล่นก็ไม่ได้ ชีวิตของฉันอยู่แค่บริเวณแค่ปลายโซ่ข้างหนึ่ง กับหลักอีกข้างหนึ่ง

                ฉันอยากวิ่งเล่นเหมือนที่ฉันเคยทำ คุณก็ไม่เคยที่จะสนใจ คนที่เคยมาเล่นกับฉันก็ห่างหายไป ถึงเวลากินฉันก็เห็นเพียงคนคนหนึ่งถือชามข้าวมาวางแล้วก็จากไป ไม่มีใครเหลียวแลฉัน ชีวิตฉันไม่รู้จักใคร ใครๆก็คือคนแปลกหน้าสำหรับฉัน ฉันเห่า ฉันขู่คำราม เพราะฉันไม่รู้จักเขาคนนั้น ไม่รู้จักชีวิตที่ไกลเกินโซ่เส้นนี้  ฉันทำหน้าที่เตือนภัยให้คุณยามคุณหลับไหล ฉันทำหน้าที่เฝ้าบ้านให้คุณ

                วันหนึ่งมีคนที่ฉันไม่รู้จักเข้ามาใกล้ๆฉัน ฉันหวาดระแวงไม่รู้ว่าเขาจะมาทำร้ายฉันหรือไม่? ฉันก็เห่าและกัดเขาเพื่อป้องกันตัวเองและกลัวว่าเขาจะไปทำร้ายคุณ คุณก็ส่งเสียงโวยวายถือไม่อันใหญ่ลงมาทุบตีฉัน หาว่าฉันดุ  บอกว่าคนที่ฉันกัดนั้นเป็นเพื่อน เป็นญาติของคุณ ฉันจะรู้ได้ไหมว่าเขาเป็นใคร เพราะคุณไม่เคยที่จะให้เขารู้จักฉัน ฉันทำหน้าที่ของฉันเพื่อตัวฉันเองและเพื่อปกป้องคุณ

                คุณเป็นคนที่ฉันรักที่สุด แต่วันนี้คุณทำร้ายฉันบาดเจ็บสาหัส จากความรักที่ฉันมีอยู่ กลายเป็นหวาดกลัวคุณ หวาดระแวงกลัวว่าคุณจะทำร้ายฉันอีก เวลาฉันเห็นคุณฉันอยากเข้าไปเล่นกับคุณเหมือนอย่างที่เคยเป็น แต่วันนี้ฉันทั้งรักและหวาดระแวงคุณ แค่คุณยกมือจะมาเล่นกับฉันฉันก็หวาดระแวงกลัวว่าฉันจะถูกคุณทำร้ายอีก เมื่อฉันเป็นอย่างนี้ความรักที่คุณให้ฉันก็น้อยลงไปทุกที ส่วนฉันยังรักคุณเหมือนเดิมแต่ความหวาดระแวงกลับมีมากขึ้นทุกวัน นี่เป็นเพราะฉันหรือคุณกันแน่ที่ทำให้ความเหินห่างระหว่างเรามีมากขึ้น

                ตอนเล็กๆคุณกอดหอมฉันได้ทุกเวลาที่คุณอยากทำ แต่วันนี้คุณไม่ได้ดูแลฉัน ไม่เคยที่จะอาบน้ำทำความสะอาดฉัน ฉันผิดเหรอที่จะมีกลิ่นสาปสางเช่นนี้ เนื้อตัวดูสกปรกมอมแมม มีแผลพุพอง อันเกิดจากเห็บหมัดที่ฉันไม่สามารถจะกำจัดได้เอง ต้องอาศัยคุณเป็นผู้ดูแล แต่คุณไม่เหลียวแลฉันเลย ปล่อยฉันให้มีสภาพเช่นนี้ ฉันอยากไปเล่นกับคุณ เรียกคุณเข้ามาหาฉัน เพราะฉันไปหาคุณไม่ได้ พอคุณเดินมาดุด่าฉัน แล้วคุณก็เดินจากไป ไม่มีเวลาที่จะมาเล่น มาดูแลฉัน สภาพของฉันก็ไม่น่าดูสำหรับทุกๆคน คุณก็บอกว่าฉันเหม็น แต่คุณไม่อาบน้ำให้ฉัน คุณบอกว่าฉันน่าเกลียดเป็นแผลพุพองเต็มตัว แต่คุณก็ไม่รักษาฉัน แล้วฉันจะหายได้อย่างไร?

                แต่วันนี้คุณไม่ต้องรักษาฉันแล้ว ฉันหายจากโรคร้ายแล้ว ฉันหายจากความทุกข์แล้ว ฉันสามารถไปไหนๆได้ตามใจที่ฉันปารถนาแล้ว แต่ฉันก็ยังรักและเป็นห่วงคุณเสมอ ฉันเองก็ยังรอคุณกลับบ้านทุกวัน ฉันก็ยังรักและภักดีกับคุณเหมือนเดิม และยังแอบอิจฉาลูกสุนัขตัวใหม่ที่คุณแสดงความรักกับเขาเหมือนตอนที่คุณได้ฉันมาใหม่ๆ ขอให้คุณรักเจ้าหมาน้อยตัวใหม่ให้มากๆ ขอให้ชีวิตฉันเป็นบทเรียนสำหรับการเลี้ยงหมาบางแก้ว อย่าดูแลเขาเหมือนคุณดูแลฉัน สำหรับฉันยังภักดีต่อคุณ จะวนเวียนอยู่ใกล้ๆ คอยดูแลและปกป้องคุณตลอดไป
    
                จากหมาบางแก้วผู้ภักดี
ที่มา : บางแก้วดอทคอม
ภาพประกอบ : อินเตอร์เน็ต

สิ่งของสำหรับน้องหมาตัวใหม่




สำหรับผู้ที่จะนำสุนัขตัวใหม่เข้ามาเลี้ยงนั้น เราจะต้องเตรียมข้าวของของเค้าให้เรียบร้อย คือเมื่อนำสุนัขมาก็พร้อมจะใช้ได้ทันที ใครว่าสิ่งของสุนัขไม่สำคัญ ในความเป็นจริงแล้ว อุปกรณ์ เครื่องใช้สำหรับสัตว์เลี้ยงนั้นจำเป็นมาก เค้าควรจะมีของใช้ส่วนตัว ไม่ปะปนกับคนหรือสัตว์ตัวอื่นๆ มาดูกันดีกว่าว่าของใช้ที่จำเป็นสำหรับน้องหมานั้นมี อะไรบ้าง
               1. เชือกจูง ปลอกขอพร้อมสลักชื่อ ที่อยู่ของสุนัข หรือเป็นป้ายชื่อก็ได้ ในต่างประเทศนั้นพบว่าเจ้าตูบไม่สามารถจะกลับบ้านได้ เมื่อพลัดห ลงกับเจ้าของ เพราะไม่มีปลอกคอนี่เอง และประโยชน์สำคัญของการมีเชือกจูงก็คือ ทำให้เค้าปลอดภัยจากรถราบนท้องถนน เมื่อเราได้ผูกเชือกจูงเอาไว้ให้ เค้าก็ไม่สามารถจะลงไปกระโดดโลดเต้นบนถนนได้ บางคนอาจคิดว่าเป็นการจำกัดสิทธิของสุนัขมากเกินไป แต่แท้จริงแล้วควรจะมีต่างหาก และต้องหัดให้ชินเสียตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัขด้วย เลือกปลอกคอหรือเชือกจูงที่นุ่ม ใส่สบาย ราคาไม่ต้องแพงมาก็ได้ มาให้เค้าตั้งแต่วันนี้เลยนะจ๊ะ

               2. ภาชนะใส่อาหารและน้ำ อันนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้เจ้าตูบรู้จักว่าควร จะกินอาหาร ได้ตรงไหน ควรเลือกที่เป็นพลาสติกแข็ง ราคาไม่แพง แต่ถ้าจะเอาที่คงทนถาวรจริงๆ ก็ต้องใช้เป็นเซรามิคหรือสแตนเลส แต่อาจจะราคาสูงขึ้นมาอีก หากไม่ต้องการให้สุนัขกัดแทะภาชนะอาหารก็ต้องนำออกมา หลังจากให้ อาหารสุนัขกินแล้วประมาณ 20 นาที

               3. อาหารสำหรับสุนัข หากเราซื้อสุนัขมาจากผู้เพาะพันธุ์ก็ควรจะใช้ยี่ห้อเ ดียวกัน แต่หากต้องการจะเปลี่ยน ห้ามเปลี่ยนในทันที ควรจะให้ครบ 10 วันถึง 2 อาทิตย์ไปแล้ว เพื่อป้องกันปัญหาในเรื่องการย่อยอาหาร การเลือกอาหารนั้นควรจะเลือกที่มีคุณค่าสารอาหารครบถ ้วน อย่าเลือกแต่ว่าราคาถูกอย่างเดียว

               4. ของเล่น อันนี้เป็นที่รู้ๆ กันอยู่แล้วว่าของเล่นจะช่วยฝึกทักษะของสุนัขในหลายด ้าน ทั้งยังช่วยแก้เหงาไปในตัวด้วย เราควรจะเลือกของเล่นที่มีความนุ่มพอ ไม่แข็งจนเกินไป จะต้องเลือกของเล่นที่แน่ใจว่าไม่เป็นอันตรายต่อสุนั ขในเวลาที่ เจ้าของไม่อยู่บ้าน มีบางคนแนะนำว่าของเล่นจำพวกเชือกก็ดี เราควรจะนำเชือกชุบน้ำให้เปียกแล้วแช่แข็ง จะช่วยขัดฟัน ขัดหินปูนให้สุนัข

               5. รางวัล การให้รางวัลเมื่อสุนัขทำตามคำสั่งในขณะฝึกอยู่นั้น จะช่วยให้สุนัขมีกำลังใจและเชื่อว่าถ้าเค้าทำเช่นนี้ จะได้รางวั ล เป็นการดีเพราะจะฝึกได้ง่ายขึ้น รางวัลที่ให้อาจเป็นขนมหรือแท่งหนังสำหรับกัดเล่น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรจะคำนึงถึงอายุของสุนัขด้วยว่าเ หมาะสมกับร างวัลประเภทใด

               6. โลชั่นหรือสเปรย์ป้องกันการกัดแทะของสุนัข โลชั่นหรือสเปรย์ชนิดนี่มีไว้สำหรับป้องกันไม่ให้สุน ัขไปกัดสิ่ งของที่ไม่ต้องการให้กัด จะมีรสขม เมื่อสุนัขไปกัดและพบว่าไม่อร่อยก็จะเลิกกัดไปเอง

               7. ผลิตภัณฑ์กำจัดกลิ่นและรอยเปื้อนบนพื้นบ้านหรือพรม สิ่งนี้จะช่วนให้เจ้าของหมดปัญหาเรื่องกลิ่นไม่พึงปร ะสงค์จากมู ลของสุนัข
               8. ประตูสำหรับสุนัข หากเราอยากให้สุนัขเป็นอิสระ เข้าออกบ้านได้ตามต้องการ ก็ควรจะทำประตูเอาไว้ให้เค้าด้วย แต่ก็อย่าลืมคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก

                9. อุปกรณ์ทำความสะอาดและตัดแต่งขนสุนัข เลือกแชมพูให้เหมาะสมกับอายุ สีขน สภาพผิวหนัง และสภาพขนของสุนัข รวมทั้งการหัดแปรงฟัน หัดหวีขนให้ สิ่งเหล่านี้ควรทำตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัข


ที่มา : โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ
ภาพประกอบ : อินเตอร์เน็ต
            ของเล่นของสุนัข ไม่ควรทิ้งไว้ให้เล่นเยอะเกินไปและไม่ควรมีเสียงดัง เพราะเสียงของเล่นจะทำให้สุนัขเมามันมากเกินไป อันที่จริง
สุนัขจะแทนของเล่นว่าเป็นเหยื่อ เมื่อสุนัขกัดของเล่นและสะบัดจะยิ่งเพิ่มความคึกคะนองทางอารมณ์อย่างมาก ซึ่งถ้าปล่อยให้เล่นมาก ๆ
ก็จะทำให้สุนัขเข้าสู่ความลุ่มหลง และเมื่อถูกแย่งของออกจากปาก อาจจะทำให้สุนัขเกิดความหวงเหยื่อ และเกิดความก้าวร้าวได้
วิธีเอาของออกจากปากสุนัขที่ดีที่สุด คือ หาของอย่างอื่น หรือขนมมาแลกเปลี่ยนกับของในปากแทนจะเป็นการเบนความสนใจของสุนัขได้

ที่มา : Dogazine และ Kapook.com
ภาพประกอบ : อินเตอร์เน็ต

10 เรื่องของ ปอมเมอเรเนียน ที่อยากให้คุณรู้

          รศ.น.สพ.ปานเทพ รัตนากร กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า บ่อยครั้งที่ผู้เลี้ยงสุนัข-แมว มักจะพกพาเอาคำถามที่เจ้าตัวสะดุดจากการสัมผัสสัตว์เลี้ยง โดยพบก้อนเนื้อ หรือรอยนูนใต้ผิวหนัง ด้วยเกรงว่านั่นอาจเป็นเนื้อร้ายก่อโรคมะเร็งที่จะมาพรากเจ้าตัวโปรด เพราะสุนัขก็สามารถเป็นมะเร็ง
ได้เช่นเดียวกับคน ทั้งมะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งมดลูก ฯลฯ
          ทั้งนี้ รศ.น.สพ.ปานเทพ บอกว่า ก้อนเนื้อที่คลำพบ อาจไม่ใช่เนื้อร้ายเสมอไป เพราะก้อนเนื้อนั้นสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ
ไม่ว่าจะเป็น อาการภูมิแพ้ หรือเป็นถุงห้อเลือด บางกรณีเป็นก้อนใหญ่สักหน่อย หรือมีเนื้อในนุ่ม ๆ อันเกิดจากไขมัน ก็เป็นเพียงก้อนไขมัน
ใต้ผิวหนัง ซึ่งต่างจากเนื้อร้ายที่จะรู้สึกจากมือสัมผัสได้ยากทีเดียว
          อย่างไรก็ดี หากพบก้อนเนื้อที่พบนั้นมีการขยายตัวเร็วและใหญ่ผิดปกติ และสัตว์เลี้ยงมีอาการเจ็บปวด มีเลือดออก หรือมีขอบขยุกขยิก
ไม่เรียบแทรกตัวไปในเนื้อเยื่อข้างเคียงใต้ผิวหนัง ฯลฯ ผู้เลี้ยงจะต้องนำสัตว์เลี้ยงมาพบสัตวแพทย์เพื่อรับการตรวจเช็ค ซึ่งการจะบอกได้ว่า
สัตว์เลี้ยงเป็นมะเร็งหรือไม่นั้น จำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อต้องสงสัยส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาตรวจ และรายงานผลมาให้ ก็จะทำให้รู้
อย่างชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางในการรักษาต่อไป


ที่มา : Kapook.com
ภาพประกอบ : อินเตอร์เน็ต

ทำไมสุนัขถึงต้องเห่า

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

พันธุ์สุนัข

บีเกิ้ล สุนัขที่เหมาะกับเด็ก
"บีเกิ้ล” เป็นสุนัขที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอังกฤษ คาดว่าสุนัขสายพันธุ์นี้ถือกำเนิดมานานไม่ต่ำกว่า 2,000 ปี และมีชื่อเสียงมากในยุคของพระนางอลิซาเบธ จัดอยู่ในจำพวกกลุ่มสุนัขล่าเนื้อ มีขนสั้นและหูปรก

   
             เป็นสุนัขที่มีประสาทด้านการดมกลิ่นเป็นเลิศ ต่อมาได้มีการ พัฒนาสายพันธุ์เพื่อเป็นผู้ช่วยมนุษย์ในการกีฬาต่าง ๆ โดยเฉพาะการล่ากระต่ายและยังได้รับการฝึกให้เป็นสุนัขตรวจสอบยาเสพติดและวัตถุระเบิด ปัจจุบันบีเกิ้ล ยังได้รับความนิยมนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงด้วยขนาด ตัวที่พอเหมาะ, เป็นสุนัขที่มีอารมณ์ดี  และสุขภาพแข็งแรงมีความทนทานต่อโรค
   
             ผู้มีประสบการณ์ในการเลี้ยงบีเกิ้ลมานานบอกว่าสุนัขสายพันธุ์นี้เหมาะกับ เด็ก ๆ จึงเป็นสุนัขที่นิยมเลี้ยงกันในครอบครัว โดยมาตรฐานของสายพันธุ์แล้ว จะมีนิสัยใจกล้า จงรักภักดี กระฉับกระเฉง กล้าตัดสินใจ ตื่นตัว ขี้สงสัย สุภาพอ่อนโยน รักความสะอาด เข้ากับผู้อื่นได้ง่าย เมื่อเจริญเติบโตเต็ม  ที่จะมีส่วนสูงเฉลี่ย 33-40 เซนติเมตร มีน้ำหนักตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 8-14 กิโลกรัม ในการให้อาหารที่ถูกต้อง คือ อายุระหว่าง 2-3 เดือน ควรให้อาหารเม็ดวันละ 4 มื้อ มื้อละ 1 ถ้วย (ให้ทุก ๆ 4-6 ชั่วโมง)  โดยใช้ถ้วยกาแฟขนาดเล็กตวงผสมกับอาหารกระป๋อง 1 ช้อนโต๊ะ คลุกเคล้าให้ทั่ว




 เมื่อบีเกิ้ลมีอายุระหว่าง 3-4 เดือน ลดเวลาการให้อาหารเหลือวันละ 3 มื้อ มื้อละ 1 ถ้วย ให้ทุก ๆ 6-8 ชั่วโมง และเมื่อมีอายุ 4 เดือน-1 ปี ให้อาหารเม็ดวันละ 2 มื้อ มื้อละ 1 ถ้วย และเมื่อสุนัขมีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป สามารถลดการให้อาหารเหลือเพียงวันละ 1 มื้อก็เพียงพอแล้ว อาหารจำพวกนมจะให้ช่วงที่เป็นลูกสุนัขแรกเกิดจนถึง 2 เดือน ที่สำคัญในการเลี้ยงบีเกิ้ลนั้นผู้เลี้ยงไม่ควรให้อาหารสด (อาหารคน) เนื่องจากจะทำให้สุนัขติดใจในรสชาติและจะไม่กินอาหารเม็ดอีกต่อไป มีข้อห้ามในเรื่องของอาหารโดยเฉพาะช็อกโกแลตและหัวหอมห้ามให้อย่างเด็ดขาดเพราะอาจจะทำให้สุนัขได้รับอันตรายถึงตายได้
   
             ในการดูแลความสะอาดให้กับบีเกิ้ลซึ่งมีขนสั้น เพียงแค่อาบน้ำให้สัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ จากนั้นก็เช็ดหรือเป่าตัวให้แห้งพร้อมกับแปรงขนไปด้วยหรือถ้าไม่สกปรกมากจะใช้เพียงผ้าสะอาดชุบน้ำเช็ดตัว เนื่องจากบีเกิ้ลมีขนสั้นและมีสีเข้ม ควรแปรงขนทุก ๆ 3-4 วัน เพื่อกำจัดเส้นขนที่ตายแล้วออกไป โดยปกติแล้วบีเกิ้ลไม่ค่อยมีกลิ่นสาบและมีการผลัดขนน้อยมาก อีกทั้งไม่มีน้ำลายไหลเยิ้ม  อย่าลืมว่าบีเกิ้ลจัดเป็นสุนัขอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ชอบการออกกำลังกาย ควรจะพาไปออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็น
   
             ลักษณะโดดเด่นประจำพันธุ์บีเกิ้ลก็คือมีพลังในการเห่าหอนอาจจะทำให้ขโมยแสบแก้วหูได้และยังจัดเป็นสุนัขที่ไม่ค่อยกลัว ตัวประหลาด เช่น ตุ๊กตาหน้าตาแปลก ๆ
.

เกรท เดน สุนัขพันธุ์ยักษ์
"เกรท เดน” เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่มีความสูงไม่ต่ำกว่า 1 เมตร จัดเป็นสุนัขที่มีโครงสร้างสูงใหญ่ มีความ สง่างามในทุกมุมมอง มีกล้ามเนื้อที่สวยงาม ดูแข็งแรง กำยำและเป็นมิตรกับคนที่เป็นมิตร



             "เกรท เดน” เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่มีความสูงไม่ต่ำกว่า 1 เมตร จัดเป็นสุนัขที่มีโครงสร้างสูงใหญ่ มีความ  สง่างามในทุกมุมมอง มีกล้ามเนื้อที่สวยงาม ดูแข็งแรง กำยำและเป็นมิตรกับคนที่เป็นมิตร แววตามีเสน่ห์ อีกทั้งยังเป็นสุนัขที่มีความคล่องตัวสูงเคลื่อนที่เร็ว สามารถเลี้ยงเป็นเพื่อนหรือเป็นยามเฝ้าบ้านได้
    
   เนื่องจาก เกรท เดน เป็นสุนัขขนาดใหญ่ควรจะมีพื้นที่สำหรับออกกำลังกาย แต่ถ้าผู้เลี้ยงมีพื้นที่ไม่มากควรจะมีเวลาพาเดินออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญอาหารที่จะให้กับเกรท เดน ควรให้ความสำคัญ เนื่องจากถ้าเกรท เดน กินอาหารไม่ถึงรับรองว่าเมื่อโตขึ้นมาจะไม่สวยแน่นอน การให้อาหารในระยะที่เป็นลูกสุนัขจะให้อาหารน้อยแต่ให้บ่อยเมื่อถึงช่วงอายุที่ทำวัคซีนครบจึง จะเริ่มให้เนื้อดิบ เพราะเนื้อดิบจะช่วยในเรื่องโครงสร้างได้ดีมาก กล้ามเนื้อขึ้นสวย ลูกสุนัขเกรท เดน ที่ได้อาหารดีอายุ 5 เดือน จะสูงได้ถึง 27-28 นิ้ว จะมีการถ่ายพยาธิให้เฉลี่ยเดือนละ 2-3 ครั้ง นอกจากอาหารหลักแล้ว  ควรจะเพิ่มแคลเซียม ด้วยการชงนมผงรสจืดสำหรับเด็กให้สุนัขกินหลังอาหารเป็นประจำเพื่อช่วยบำรุงกระดูกและผสมกล้วยน้ำว้าสุกกับอาหารมื้อเย็นกับสุนัขทุกวัยเพื่อบำรุงผิวพรรณและยังช่วยให้สุนัขเจริญอาหาร เทคนิคในการเลี้ยงเกรท เดน ที่ถูกต้อง จะต้องให้อาหารที่สามารถปรับระดับตามความสูงของสุนัขได้
    
            อย่างกรณีที่ให้สุนัขก้มกินอาหารกับพื้นทุกวันจะทำให้เส้นหลังโค้งงอ ขาแบะออกเพราะต้องคอยรับน้ำหนักตัว แต่ถ้าวางอาหารในระดับที่สุนัขจะต้องใช้ปลายเท้าจิกเพื่อกินอาหาร จะช่วยให้สุนัขฝึกการยืนให้สง่างามโดยอัตโนมัติ.

เฟรนช์ บลูด๊อก หูค้างคาว
 "มองทันที เนื่เฟรนช์ บูลด๊อกจัดเป็นสุนัขอีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีเสน่ห์อยู่ ในตัว ใครได้เห็นครั้งแรกจะต้องสะดุดและหยุดองจากเป็นสุนัขที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ยากจะหาสุนัขพันธุ์ใดในโลกเสมอเหมือนคือ มีใบหูเหมือนหูค้างคาว
  "เฟรนช์ บูลด๊อก” จัดเป็นสุนัขอีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีเสน่ห์อยู่ ในตัว ใครได้เห็นครั้งแรกจะต้องสะดุดและหยุดมองทันที เนื่องจากเป็นสุนัขที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ยากจะหาสุนัขพันธุ์ใดในโลกเสมอเหมือนคือ มีใบหูเหมือนหูค้างคาว, มีสีที่ลำตัวมากถึง 16 สี และมีเสียงหายใจที่เป็นเอกลักษณ์
   
           สรุปลักษณะโดยรวมของสุนัขสายพันธุ์นี้คือ หน้าย่นหักสั้น จมูกบี้ รูปหน้าเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส หัวกลม ปากกว้าง รูปร่างเตี้ยล่ำ อกกว้าง ลำตัวและหางสั้น สำหรับลักษณะนิสัยเป็นสุนัขที่รักและติดเจ้าของ จะเห่าเมื่อเห็นคนแปลกหน้า เมื่อเลี้ยงอยู่ในบ้านจะเป็นมิตรกับทุกคน ที่สำคัญจัดเป็นสุนัขขนสั้นทำให้ดูแลความสะอาดง่าย
   
           คุณศุภฤกษ์ สนองชาติ ชาวบุรีรัมย์ เริ่มเลี้ยงสุนัขเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2532 ขณะยังเป็นนักศึกษาอยู่ เริ่มแรกจะเลี้ยงสุนัขพันธุ์บ็อกเซอร์และร็อตไวเลอร์ ต่อมาในปี พ.ศ.2543 ได้นำเข้า “เฟรนช์ บูล  ด๊อก” เพศเมีย สีครีม จากประเทศสาธารณ รัฐเช็กและได้นำเข้าเพศผู้สีครีมจากประเทศรัสเซีย ได้เลี้ยงและผสมพันธุ์สุนัขสายพันธุ์นี้จนประสบความสำเร็จส่งเข้าประกวดจนได้รับรางวัลใหญ่ ๆ และรางวัลที่มีความสำคัญทั้งในและต่างประเทศจนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ด้วยการยึดหลักสำคัญในเรื่องของคอกเลี้ยงสุนัขจะต้องมีคุณภาพและได้มาตรฐาน ปัจจุบันมีการพัฒนาสายพันธุ์อย่างต่อเนื่องโดยเน้นหนักในเรื่องข้อตะโพกและหัวไหล่ สุนัขทุกตัวของที่แห่งนี้มีสายเลือดที่ดี 


           อาหารนับเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญที่มองข้ามไม่ได้  ถึงแม้ว่าสุนัขจะมีสายพันธุ์ดีแค่ไหนหรือพ่อแม่เป็นแชมเปี้ยน ถ้าขาดการเอาใจใส่อาหารการกิน ไม่ดี ไม่มีทางที่จะ ทำให้สุนัขมีความสวยงามตรงตาม สายพันธุ์ได้ หลักการของการให้อาหารควรจะให้ลูกสุนัขได้ รับสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ กินน้อย ๆ  แต่บ่อยครั้ง เนื่องจากลูกสุนัขตัวเล็ก กระเพาะอาหารจะเล็กตามไปด้วย     อย่าให้ลูกสุนัขกินอาหารจนพุงกาง จำนวนมื้อในการให้อาหารสุนัขโดยทั่วไปแล้ว  ก็ต้องดูที่ความต้องการอาหารของลูกสุนัขมากกว่า เช่น ตั้งแต่หย่านมจนถึงอายุ  3 เดือนจะให้วันละ 3-4 มื้อ, อายุ 3-6 เดือน จะให้วันละ 2-3 มื้อ, อายุ 6-12 เดือน จะให้วันละ 2 มื้อและเมื่อสุนัขมีอายุได้ 1 ปีขึ้นไปจะให้อาหารเพียงวันละ 1-2 มื้อเท่านั้น
   
           โดยปกติแล้ว “เฟรนช์ บูลด๊อก” ชอบสภาพอากาศเย็น ถ้าจะเลี้ยงในห้องปรับอากาศควรจะตั้งอุณหภูมิประมาณ 27 องศาเซลเซียส ไม่ควรปรับแอร์ให้ ต่ำกว่า 23 องศาเซลเซียสอาจจะทำให้ เป็นโรคปอดชื้นได้ ถ้าไม่มีห้องแอร์ควรจะเป็นคอกที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี ไม่ร้อนจนเกินไป.
 

มาทำความรู้จักกับ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์

โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ เป็นสุนัขขนาดใหญ่ที่มีความคล่องตัวสูง เป็นสุนัขที่มีความเฉลียวฉลาดมากมากจนสามารถนำมาฝึกเพื่อใช้ งานได้

  โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ เป็นสุนัขขนาดใหญ่ที่มีความคล่องตัวสูง เป็นสุนัขที่มีความเฉลียวฉลาดมากมากจนสามารถนำมาฝึกเพื่อใช้
งานได้ เนื่องจากเป็นสุนัขที่มีขนาดไม่เล็กหรือไม่ใหญ่จนเกินไป จัดว่าเป็นสุนัขที่มีประสาทสัมผัสดีเลิศทั้งในด้านของการฟังเสียง การดมกลิ่นสะกดรอย นอกจากนี้ยังมีสายตาอันเฉียบคมและแม่นยำ ด้วยเหตุนี้วงการทหารและตำรวจในหลายๆ ประเทศจึงได้นำสุนัขพันธุ์นี้มาฝึกเพื่อไว้ช่วยงานราชการ อาทิเช่น ตรวจค้นยาเสพติด, ดมกลิ่นสะกดรอยคนร้าย, ยามรักษาความปลอดภัย แต่ที่ดูเหมือนจะได้รับความนิยมสูงสุด ก็เห็นจะได้แก่ฝึกให้เป็นสุนัขนำทางคนตาบอด ทั้งนี้เพราะโกลเด้น รีทรีฟเวอร์เป็นสุนัขซึ่งฉลาด แต่ไม่ค่อยเจ้าเล่ห์หรือซุกซนเหมือนสุนัขบางพันธุ์     

                เจ้าสีทองพันธุ์นี้ปรากฏขึ้นในลักษณะที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ในเมืองอังกฤษในทศวรรษที่ 1860 เป็นสุนัขที่พัฒนาสายพันธุ์มาจากสุนัขในกลุ่มสแปเนี่ยล ซึ่งเป็นสุนัขที่มีความเชี่ยวชาญทางน้ำเป็นพิเศษ โดยมีขนาดเล็กกว่าสุนัขพันธุ์นิวฟาวน์แลนด์ แต่มีลักษณะโครงสร้างที่คล้ายคลึงกัน สันนิษฐานว่าอาจผสมข้ามพันธุ์มาจากสุนัขพันธุ์ไอริชเซทเทอร์ และสุนัขในกลุ่มวอเตอร์สแปเนี่ยล โดยอาจมีสายเลือดของสุนัขพันธุ์บลัดฮาวน์เข้าไปเจือปนอยู่ด้วย
                ต่อมาในปลายศตวรรษที่ 19 สุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์หรือที่บางคนเรียก เยลโล่ รีทรีฟเวอร์ ( YELLOW RETRIEVER ) ก็เป็นที่รู้จักและนิยมเลี้ยงกันแพร่หลายในประเทศอังกฤษ จนในปี ค.ศ. 1908 ก็ได้จัดให้มีการประกวดสุนัขพันธุ์นี้ขึ้นเป็นครั้งแรกที่คริสตัลพาเลซ และหลังจากนั้นไม่นานก็ได้มีการจัดตั้งชมรมสุนัขพันธุ์นี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ
                สำหรับในสหรัฐอเมริกา โกลเด้น รีทรีฟเวอร์เริ่มเป็นที่นิยมเลี้ยงกันแพร่หลายในราวปี ค.ศ. 1930 เป็นต้นมา โดยชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะเลี้ยงโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ไว้เพื่อเป็นนักล่า แม้ทางสมาคม AKC ของสหรัฐอเมริกาจะให้การรับรองสุนัขพันธุ์นี้เข้าไว้ในทำเนียบตั้งแต่ปี ค.ศ. 1925 แล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ค่อยได้รับจากผู้เลี้ยงที่คิดอยากจะส่งสุนัขเข้าประกวดซักเท่าไหร่ เนื่องจากผู้เลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้ส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับประสิทธิภาพของการใช้งานมากกว่าการประกวด และในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1977 ทางสมาคม AKC ก็ได้จัดให้มีการประกวดความสามารถและความฉลาดแสนรู้ของสุนัข ซึ่งผลปรากฏว่าสุนัขที่ได้รางวัลที่ 1-3 ล้วนเป็นสุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ทั้งสิ้น จากผลการประกวดในครั้งนั้นทำให้ชาวอเมริกันเริ่มเกิดความตื่นตัว และหันมาให้ความสนใจเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้มากขึ้น
                สำหรับในด้านของสายพันธุ์ ในยุคสมัยแรกๆ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์จะมีสีเฉพาะสีทองหรือสีน้ำตาลออกไปทางเหลือง
( ซึ่งก็มีด้วยกันหลายเฉด ) แต่พอมาในช่วงหลังๆ ก็ได้เกิดสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งมีขนสีน้ำตาลเข้มหรือน้ำตาลไหม้ ซึ่งสีนี้ก็เป็นสีที่นิยมมากพอ
สมควรทั้งในยุโรปและอเมริกา เนื่องจากเป็นสีที่แปลกใหม่
 
 

ลักษณะเด่น

                ขนชั้นนอกแน่น เงา หยิกเป็นลอนเล็กน้อย และราบเรียบไปตามลำตัว กันน้ำได้ดี ขนชั้นในแน่น และกันน้ำได้ดีเช่นเดียวกัน มีขนปุกปุยหนาแน่นบริเวณคอ ด้านหลังขาหลัง และหาง และมีขนปุกปุยปานกลางบริเวณด้านหลังขาหน้าและท้อง สีของขนมีหลายเฉดสีต่างกันไป ตั้งแต่สีทองเข้มจนถึงทองเงา



นิสัย   

                เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่ามีสุนัขน้อยพันธุ์นักที่จะมีนิสัยสุภาพ น่ารัก มีเสน่ห์ ขี้เล่น ช่างประจบเอาใจ และเสียสละรักเจ้าของได้เท่ากับสุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์นี้ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์เป็นสุนัขที่ใจดี ชอบอยู่กับคนและสัตว์อื่น มีมนุษย์สัมพันธ์ดี สามารถปล่อยให้เป็นเพื่อนเล่นกับเด็กๆ หรือลูกหลานได้อย่างสบายใจ ค่อนข้างติดคนหรืออยากให้เจ้าของสนใจเสียจนบางครั้งอาจรู้สึกว่าน่ารำคาญ โกลเด้นรีทรีฟเวอร์เป็นสุนัขที่ฝึกง่ายซึ่งควรเริ่มฝึกเสียแต่เนิ่นๆ แต่ก็มีบางตัวที่ขี้ตกใจ เป็นกระต่ายตื่นตูม ดังนั้นการฝึกที่นุ่มนวลและมีแรงจูงใจที่ดีจะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้ มันชอบเห่าเมื่อมีคนอยู่หน้าประตูบ้าน แต่มีบ่อยครั้งที่การเห่านั้นเป็นการแสดงการทักทาย มิใช่การขู่ เจ้าของควรทำรั้วล้อมรอบบริเวณบ้านให้ดี เพราะถ้าขืนปล่อยสุนัขพันธุ์นี้ให้เป็นอิสระมากไป มันจะหนีออกไปข้างนอกบ้านและคุณคงต้องตามหามันจนเหนื่อย



การตัดแต่งขนและการออกกำลังกาย
 
                เจ้าโกลเด้นเป็นสุนัขที่มีขนร่วงมาก จำเป็นจะต้องแปรงและหวีขนให้มันสัปดาห์ละหลายๆ ครั้ง มันจะมีความสุขมากๆ หากเจ้าของพามันไปเดินเล่นไกลๆ ทุกวันหรือหาสนามโล่งๆ ให้ได้วิ่งเล่นแบบสบายๆ ไร้กังวล ได้เล่นกับสุนัขตัวอื่น วิ่งเก็บลูกบอล หรือว่ายน้ำ


ถิ่นกำเนิด
 
                เป็นสุนัขที่มีถิ่นกำเนิดจากเมืองผู้ดีอังกฤษและสก็อตแลนด์ในราวศตวรรษที่ 19 ได้จากการผสมพันธุ์สุนัขระหว่างพันธุ์นิวฟาวแลนด์ขนเรียบสีเหลืองกับ ทวีดวอร์เตอร์ สแปเนียล ภายหลังได้ผสมกับพันธุ์ไอริช เว็ทเตอร์ บลัดฮาวด์ และ วอเตอร์ สแปเนียล เดิมเป็นสุนัขที่ใช้ในกีฬาล่าสัตว์ โดยนายพรานจะใช้มันชี้รอยตามรอย และเก็บเป็ดน้ำที่ยิงได้กลับมา


ข้อควรระวังเป็นพิเศษ

                ลูกสุนัขที่ได้มาจาการผสมพันธุ์ที่ไม่ดี จะมีนิสัยก้าวร้าว ซนอย่างร้ายกาจ กระตือรือร้นมากเกินไป และขี้โรค
ปัญหาสุขภาพของสายพันธุ์ : โรคข้อสะโพกและข้อศอกห่าง โรคต้อกระจก โรคขาดฮอร์โมนไทรอยด์ โรคเนื้องอกในต่อมน้ำเหลือง



สุนัขพันธุ์ไทยหลังอานที่เมืองสามหมอก

เมื่อแรกเกิด ต้องให้ลูกสุนัขได้อยู่กับแม่เพื่อให้ได้รับนมน้ำเหลือง ซึ่งมีคุณค่าสูง มีภูมิต้านทานโรคต่าง ๆ ให้แก่ลูกสุนัข โดยที่ ผู้เลี้ยงดูจะให้อาหารเสริมแก่แม่สุนัข เพื่อให้แม่สุนัขแข็งแรง สามารถผลิตน้ำนมให้ลูกอย่างเพียงพอ


  ในการดูแลลูกสุนัข คุณอดิศักดิ์ แนะนำว่า เมื่อแรกเกิด ต้องให้ลูกสุนัขได้อยู่กับแม่เพื่อให้ได้รับนมน้ำเหลือง ซึ่งมีคุณค่าสูง มีภูมิต้านทานโรคต่าง ๆ ให้แก่ลูกสุนัข โดยที่ ผู้เลี้ยงดูจะให้อาหารเสริมแก่แม่สุนัข เพื่อให้แม่สุนัขแข็งแรง สามารถผลิตน้ำนมให้ลูกอย่างเพียงพอและ ยังช่วยให้แม่สุนัข ไม่โทรมอีกด้วย นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงสุนัขจะต้องล้างทำความสะอาด ถ้วยน้ำ ถ้วยอาหาร และคอกให้สะอาดอยู่เสมอ หากอากาศหนาวเย็น ควรจะติดไฟหลอดไว้เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ลูกสุนัข
   
               เมื่อลูกสุนัขอายุได้ประมาณ 25 วัน จะให้ยาถ่ายพยาธิ ซึ่งพยาธิอาจส่งผ่านจากแม่มาทางน้ำนม หรือยุงที่กัดลูกสุนัขได้ และเมื่ออายุได้ 45 วัน ก็จะเริ่มทำวัคซีนรวม เข็มแรก เพื่อให้ลูกสุนัขได้รับภูมิต้านทาน โรคเพิ่มขึ้น อีก 2 สัปดาห์จึงจะทำวัคซีนเข็มที่ 2 และเข็มที่ 3 จะฉีดให้ในอีก 2 สัปดาห์ถัดไป เมื่อลูกสุนัขอายุได้ 3 เดือน ก็จะฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
   
               ลูกสุนัขจะเริ่มหย่านมและกินอาหารเองเมื่ออายุได้ประมาณ 30 วัน ซึ่งผู้เลี้ยงจะให้นมเสริม รวมกับหัวอาหารและกล้วย ปั่นเข้าด้วยกัน เพื่อให้ลูกสุนัขกินได้ง่ายและท้องไม่ผูก
 
               การฝึกและเลี้ยงดูสุนัขโต สุนัขพันธุ์ไทยหลังอาน เป็นสายพันธุ์ที่ชอบวิ่งออกกำลังกาย จึงควรให้สุนัขได้มีการออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน โดยจะให้สุนัขได้วิ่งวันละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 15 นาที ในช่วงเช้าจะเริ่มเวลา 07.00 น. และช่วงบ่าย จะเริ่มเวลา 13.30 น. หากเป็นสุนัขที่ต้องการฝึกเข้าประกวด ก็จะเพิ่มเติมในการเช็ดตัว เตรียมตัว แต่งตัว และยืนบนโต๊ะเตรียมโพสท่าสำหรับการประกวด เมื่อใกล้ถึงวันประกวด สุนัข ก็จะฝึกให้นอนในกล่องเพื่อให้สุนัขมีความเคยชินและไม่รู้สึกตื่นเต้นเมื่อต้องเดินทางและเข้าสนามประกวด
   
               อาหารที่ให้สุนัขกิน ได้แก่ ข้าว หัวอาหาร (อาหารเม็ด) ต้มกระดูกไก่ ไข่ นม บางทีก็ให้ปลากระป๋อง เพื่อเปลี่ยนรสชาติไม่ให้สุนัขรู้สึกซ้ำซาก
   
               การดูแลรักษาสุขภาพ สุนัขไทยหลังอานเป็นสุนัขที่ขนสั้นเกรียน เมื่อโดนยุง หรือแมลงกัดจะทำให้เกิดเม็ดตุ่มสีแดงทำให้ผิวหนังไม่สวย นอกจากนี้ยุงยังเป็นพาหะ  ของพยาธิต่าง ๆ ที่จะเข้าสู่กระแสเลือดของสุนัขได้ ต้องฉีดยาฆ่าพยาธิให้เดือนละ 1 ครั้ง เพราะนอกจากช่วยในการฆ่าพยาธิแล้ว ยังสามารถกำจัดเห็บ หมัด ที่มากัดกินเลือดได้อีกทางหนึ่ง.


อเมริกันบูลลี่พันธุ์ใหม่ ไม่ดุ ไม่โหด อย่างที่คิด
ที่มา และ ภาพประกอบ : เดลินิวส์ ออนไลน์
อเมริกันพิทบูล ขึ้นชื่อเรื่องความดุที่สุด เป็นข่าวให้เห็นบ่อยว่ากัดเจ้าของจนเสียชีวิต แต่ขณะนี้ มีการพัฒนาสายพันธุ์ เป็น ‘อเมริกากันบูลลี่’ ไม่ดุ หรือโหดร้ายแน่

 

  อเมริกันพิทบูล ขึ้นชื่อเรื่องความดุที่สุด เป็นข่าวให้เห็นบ่อยว่ากัดเจ้าของจนเสียชีวิต แต่ขณะนี้ มีการพัฒนาสายพันธุ์ เป็น ‘อเมริกากันบูลลี่’ ไม่ดุ หรือโหดร้ายแน่ ...

                ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เป็นข่าวหน้า 1 หลายฉบับ...สุนัขกัดเจ้าของจนเสียชีวิต สาเหตุน่าจะเกิดจากอาการเครียด เนื่องจากลืมปล่อยออกมาจากกรงเหมือนเช่นทุกวัน...!!!

                สัตว์สี่ขาตัวนี้ คือ...อเมริกันพิทบูล เทอร์เรีย (American Pit Bull Terrier) หรือเรียกสั้นๆว่า พิทบูล ชื่อมันดังไปทั่วโลกในเรื่อง ความดุร้าย และ โหดเป็นที่สุด....!!!

                ภาพลักษณ์ อเมริกันพิทบูล...ในห้วงเวลานี้อาจไม่สู้ดีนัก อีกทั้งยังถูกควบคุมเป็นพิเศษในหลายประเทศ ส่วน ไทยเรา...กรมปศุสัตว์ สั่งห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด รวมถึง ควบคุมการเลี้ยงที่มีอยู่เดิม แล้ว...แต่ยังมีการจำหน่ายกันอยู่บ้างในกลุ่มผู้นิยมสุนัขสายพันธุ์นี้...

                คุณณกรณ์ สุตัณฑวิบูลย์ หนึ่งในผู้นิยมเลี้ยง... อเมริกันพิทบูล เทอร์เรีย บอกว่า สุนัขสายพันธุ์นี้เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 โดยผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่าง ...สายพันธุ์บูลด๊อก กับ สายพันธุ์เทอร์เรีย กลายมาเป็น... บูลแอนด์เทอร์เรีย (Bull-and-Terrier)

                ต่อมามีการอพยพนำไปยัง สหรัฐอเมริกา จึงกลายมาเป็นที่มาของชื่อ...อเมริกันพิทบูล แบ่งออกเป็นสองสายหลัก คือ สายกัด และ สายโชว์ บ้านเรานิยมเลี้ยง อเมริกันพิทบูลสายโชว์

                ณ วันนี้ มีการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่มีหลายลักษณะ มีชื่อเรียกแตกต่างไปแล้วแต่ความชอบ อาทิ "บูลลี่ สไตล" มีรูปร่างออกไปทางเตี้ยล่ำ น้ำหนักเต็มที่ไม่เกิน 40 กิโลกรัม ขณะที่ "บิ๊กบูลลี่" สไตล์ใกล้เคียงกัน แต่มีขนาดใหญ่กว่า มี น้ำหนักขึ้นไปถึง 50 กิโลกรัม และ "พ็อกเก็ตพิท" ถูกบรีด ให้ตัวเล็กลงและมีสีสันที่น่ารัก เพื่อความเหมาะกับสังคมเมือง...

   สำหรับผู้ริเริ่ม...อเมริกันบูลลี่ คือ...เดฟ วิลสัน เจ้าของ คอกสุนัข อาร์.อี. เริ่มเข้ามาในประเทศไทยเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา จนได้รับความนิยมมากขึ้น ทั้งนี้ สายเลือดนั้นต้องเป็นสุนัขที่มีความสมส่วน มีโครงสร้างใหญ่ กระดูกใหญ่ หัวโตได้รูป กระบอกปากสั้นและใหญ่ มีขาหน้าตรงสวยงาม ขาหลังมีมุม การเคลื่อนไหวตัวที่ราบเรียบและดูสวยงาม ซึ่งถูกต้องตาม มาตรฐาน AKC และ UKC ทั้งยังเน้นความฉลาด รวมทั้ง ไม่ดุ ไม่โหดอย่างที่คิด อีกด้วย                 ในการพัฒนา สายพันธุ์อเมริกันบูลลี่ หากจะให้มันมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ควรให้ อาหารที่เหมาะสม เช่น อาหารเม็ดสำเร็จรูปกับไข่ต้มในช่วงเช้า และช่วงเย็นเป็นเศษเนื้อวัวสด หั่นชิ้นล้างน้ำสะอาด หรือโครงไก่สด ปีก น่อง ที่ไม่มีกระดูก แต่ทุกเดือนต้องให้ถ่ายพยาธิให้ด้วย
                ปัจจุบัน อเมริกันสายพันธุ์บูลลี่ นิยมเลี้ยงกันในกลุ่มผู้ที่รักกลุ่มเล็กๆ แต่หากใครต้องการเพื่อนร่วมเดินทาง หรือยามในที่พัก พร้อมที่จะเคียงข้างในฐานะผู้พิทักษ์ กริ๊งกร๊างกันหา...ณกรณ์ 08-1823-9914 ในเวลาที่เหมาะสม.
ที่มา และ ภาพประกอบ : ข่าวไทยรัฐออนไลน์

บางแก้ว

สุนัขไทยพันธุ์ บางแก้ว แหล่งกำเนิด นั้นอยู่ที่ วัดบางแก้ว ต.บางแก้ว อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำยม สภาพภูมิประเทศทั่ว ๆ ไปนั้นยังคงเป็น ป่าพง ป่าระกำ ป่าไผ่ และต้นไม้ชนิดต่าง ๆ

 สุนัขไทยพันธุ์ บางแก้ว จากข้อมูล ที่ได้สอบถามจากประชาชนตลอดจนผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้านบางแก้ว ต.บางแก้ว บ้านชุมแสงสงคราม ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก พอจะสรุปได้ว่า แหล่งกำเนิดของ สุนัขไทยพันธุ์บางแก้ว นั้นอยู่ที่ วัดบางแก้ว ต.บางแก้ว อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำยม สภาพภูมิประเทศทั่ว ๆ ไปนั้นยังคงเป็น ป่าพง ป่าระกำ ป่าไผ่ และต้นไม้ชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นเหมาะสำหรับเป็นที่อยู่อาศัย ของสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ ชุกชุม เช่นช้างป่าเป็นโขลง ๆ หมูป่า ไก่ป่า สุนัขจิ้งจอก และหมาใน
หลวง พ่อมาก เมธาวี เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 3 ของวัดบางแก้ว ที่วัดของท่านเลี้ยง สุนัขไว้ไม่ต่ำกว่า 20-30 ตัวซึ่งส่วนใหญ่เป็นสุนัขที่ดุขึ้นชื่อลือชา และชาวบ้านทราบกันดีว่า ใครที่เข้ามาในวัดแต่ละครั้งจะต้องตะโกนให้เสียงแต่ไกล ๆ เพื่อให้พระอาจารย์มาก เมธาวี ท่านช่วยดูหมาเอาไว้ก่อน มิฉะนั้นจะถูกมันไล่กัด ด้วยกิติศักดิ์ในความดุของ สุนัขที่วัดบางแก้วนี้เองจึงมีผู้คนนิยมมาขอลูกสุนัขไปเลี้ยงไว้ เฝ้าบ้าน เฝ้าเรือน เฝ้าเรือ เฝ้าแพ เฝ้าวัว เฝ้าควาย พื้นที่ ๆ สุนัขไทยพันธุ์บางแก้วได้ขยายพันธุ์ไปมากที่สุดก็คือ ต.บางแก้ว ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก แต่ในปัจจุบันได้ขยายวงกว้างออกไป หลายจังหวัด
เหตุผลที่สันนิษฐานว่า สุนัขไทยพันธุ์บางแก้วเป็นสุนัขลูกผสมสามสายเลือด พื้นที่ในเขต ต.บางแก้ว ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ ในอดีตนั้นเป็นป่าดงพงพีที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วย สัตว์ป่านานาชนิดรวม ทั้งสุนัขจิ้งจอก และหมาในอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โอกาสที่สุนัขจิ้กจอกและหมาในตัวผู้จะมาแอบลักลอบเข้ามาผสมพันธุ์กับสุนัข ไทยตัวเมียที่เลี้ยงไว้ในวัดบางแก้วนั้นมีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียวเพราะ สุนัขป่าทั้งหลายนี้เป็นสุนัขที่กล้าหาญชาญชัย ว่องไว ใจปราดเปรียว แข็งแรง เมื่อมีการผสมข้ามพันธุ์กันตามธรรมชาติ สุนัขไทยพันธุ์บางแก้ว มีลักษณะดีเด่นปรากฏโฉมออกมาคือ มีขนยาว ขนมีลักษณะเป็นขนสองชั้นคล้ายอานม้า หางเป็นพวงสวยงาม มีขนแผงคอคล้ายแผงคอสิงโต ดุ เฉลียวฉลาด มีไอคิวสูง ไม่แพ้สุนัขพันธุ์ต่างประเทศ
ปู่เทือง คงเจริญ เป็นบุคคลสำคัญที่ร่วมอนุรักษ์ พัฒนา สุนัขไทยพันธุ์บางแก้ว ปู่เทือง คงเจริญ เป็นลูกศิษย์ของ หลวงปู่มาก เมธาวี ท่านมีบารมีมาก สามารถสะกดรอยตามเท้าสัตว์ได้ สมัยก่อนเดินทางด้วยม้า แล้วมีโจรมาขโมยม้าของหลวงปู่ หลวงปู่มาก ก็ใช้คาถาสะกดรอยตามเท้าสัตว์ จากนั้นไม่กี่วัน ก็ได้ม้ากลับคืนมา หลวงปู่มาก เป็นพระที่มีเมตตาต่อสัตว์ ท่านเลี้ยงสัตว์เป็นจำนวนมาก รวมถึง หมาบางแก้ว ที่เป็นหมาที่มีคุณค่า หลังจากนั้น ปู่เทือง ก็ได้นำหมาบางแก้วมาเลี้ยงไว้ที่หมู่บ้านชุมแสงสงคราม จ.พิษณุโลก และมีการพัฒนาพันธุ์และเผยแพร่ ปู่เทือง คงเจริญเป็นผู้บุกเบิก
ลักษณะทั่วไป - บางแก้ว
ชมรม ผู้อนุรักษ์และพัฒนาสุนัขไทยพันธุ์บางแก้ว จ.พิษณุโลก เป็นหน่วยงานแรก ๆ ที่ได้ประชุม ตกลงร่างมาตรฐานหมาบางแก้วขึ้นมา (ในปี พ.ศ. 2534 และได้ถือเป็นแบบอย่างมาเท่าทุกวันนี้)
หมา บางแก้วจะเดินหรือวิ่งเหยาะ ๆ ท่วงท่าสวยงาม ปกติจะวิ่งซอยเท้าถี่ ๆ สง่างาม บางตัวเวลาเดินเห็นแผงขนบนสันหลังยกขึ้นดูสง่างามเฉกเช่นม้าย่างเท้าสวนสนาม ขึ้นชื่อมากเรื่องความดุ มีความซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ รักและหวงเจ้าของ ไม่ชอบคนแปลกหน้า มีความสามารถในการดมกลิ่นเป็นเลิศ จำเสียงได้แม่นยำ กินอาหารง่าย มีความกล้าหาญ กล้าที่จะสู้กับสุนัขที่ตัวโตกว่า มีประสาทตื่นตัวอยู่เสมอแม้นอนหลับ เป็นสุนัขที่ชอบเล่นน้ำ เมื่อหมอบข้อศอกจะแนบกันพื้นและเท้าหลังจะแบออกทั้งสองข้าง ก่อนจะกินน้ำในอ่าง ชอบเอาเท้าหน้าข้างหนึ่งข้างใดจุ่มลงไปในอ่างก่อน เวลาขู่จะเหยียดขาหน้าพุ่มไปข้างหน้า แล้วผงกหัวและแผงขนหลังตั้งขึ้นพร้อมกับส่งเสียงขู่ ชอบกินเนื้อสัตว์และปลา เนื่องจากหมู่บ้านบางแก้ว อาชีพหลักของชาวบ้านแถบนั้นคือจับปลา ค้าปลาน้ำจืด และเลี้ยงสุนัขไว้บนแพ อาหารที่ได้จึงหลีกไม่พ้นปลา แต่อาหารอื่นก็กินได้เช่นกัน
หัวกะโหลก: กะโหลกใหญ่ ปากยาวแหลม คอยาวกว่าหมาไทยทั่วไป กะโหลกศีรษะและปากรับกันเป็นรูปสามเหลี่ยม หูเล็กสั้นตั้งป้องไปข้างหน้า ปลายหูเบนออกข้างเล็กน้อย โคนหูทั้งสองอยู่ห่างกันมากกว่าหมาไทยหลังอาน จึงใช้เป็นจุดเด่นในการสังเกตว่าเป็นหมาบางแก้ว ตาเล็กกลมรี พื้นสีตาเป็นสีเหลืองทองคล้ำ ม่านตาตรงกลางสีดำ มีแววของความไม่เชื่อใจใครง่าย ๆ ขณะโกรธหรือขู่จะขึ้นแววฟ้าใส แววที่เรียกว่า “ตาเขียว” จมูกสีดำ ฟันซี่เล็กขาวคม มีเขี้ยวข้าบน 2 ล่าง 2 ลิ้นเป็นสีชมพู ส่วนมากไม่มีปากดำเหมือนหมาไทยหลังอาน
หู: มี 2 ลักษณะ คือ ถ้าหากใบหูใหญ่ปลายหูกลมมน ภายในหูมีขนปกคลุมปิดรูหูเป็นลักษณะของหูสุนัขจิ้งจอก แต่ถ้าหูเล็กสั้นมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า ตั้งป้องตรงไปข้างหน้า ปลายหูเบนออกไปทางด้านข้างเล็กน้อย จะเป็นลักษณะของหูหมาไน ซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก หูของหมาบางแก้วส่วนมากที่ขอบใบหูจะมีลักษณะเป็นสันเล็ก ๆ มีขนอ่อนปกคลุมอยู่ภายในหู และที่กกหูด้านนอกจะมีขนปุยนุ่มปกคลุมมากบ้างน้อยบ้าง
ตา: มีลักษณะคล้ายรูปสามเหลี่ยมคล้ายตาเสือ ที่ทำเป็นเซื่องซึม แต่เมื่อเจอะเจอคนแปลกหน้าจะมีแววดุวาวและเขียวปั๊ด
ปาก: ปากแหลมเรียวกว่าสุนัขไทยทั่ว ๆ ถ้าหากมองจากหน้าหน้าจะสังเกตเห็นว่าหัวกะโหลกลงมายังปากจะแคบสอบลงไปเรื่อย ๆ คล้ายกับสามเหลี่ยม ถ้าหากสีของลำตัวด่างแดงสนิมกับขาวหรือดำขาวบริเวณปากจะมีสีขาวผ่านตลอดใต้ คางที่ปลายปาก ซึ่งคล้ายคลึงกับลักษณะของสุนัขจิ้งจอกและหมาไน ซึ่งคนไทยโบราณเรียกว่า ปากคาบแก้ว ถ้าเป็นสีปลอดมักจะไม่มี ฟันแข็งแรง เขี้ยวเล็ก แหลมคม
คอ: ใหญ่ หนา และแข็งแรงมาก เมื่อโตเป็นหมาหนุ่มสาวจะต้องใช้โซ่และปลอกคอที่มีขนาดใหญ่และแข็งแรง เพราะเวลากระโดดหรือกระชากจะได้ไม่ขาดง่าย
หาง: โคนหางใหญ่ โค้งงอไปข้างหน้า ถ้าปลายคางจรดกลางหลังไม่ไพล่ไปข้างใดข้างหนึ่งของลำตัวจะสวยงามมาก ขนที่หางจะยาวตั้งเป็นพุ่มกระจายเป็นพวงโค้งไปข้างหน้า ปลายหางจรดหลัง หางที่ขอดเป็น วงกลมหรือหางที่มีลักษณะอื่นๆ มิได้หมายความว่าไม่ถูกต้องตามลักษณะของหมาบางแก้ว ทั้งนี้เนื่องจากลักษณะของหางที่โค้งงอไปบนหลังนั้นเป็นลักษณะเด่นทางพันธุ กรรมของหมาไทย ส่วนหางที่มีลักษณะเป็นพุ่มพวงนั้นเป็นลักษณะเด่นทางพันธุกรรมของหมาไนและ หมาจิ้งจอก ด้วยเหตุผลดังกล่าวหมาพันธุ์ บางแก้วส่วนมากจังมีหางโค้งเป็นครึ่งวงกลมหรือวงกลม แต่เป็นพวงสวยงาม
ซึ่งพอสรุปลักษณะเด่นของหากได้ 3 แบบ คือ
1. หางตั้งโค้งไปข้างหน้า บางตัวหางจะเหยียดตรงวางทาบไปบนหลัง
2. หางพุ่งไปด้านหลังแล้วโค้งตั้งขึ้นเหมือนหางดาบ ถ้าหางยาวจะโค้งมาจรดหลัง ถ้ายาวมากจะเบี่ยงลงข้าง ถ้าหางเป็นพวงใหญ่มีน้ำหนักมาก หางจะไพล่ห้อยลงข้างตัว ซึ่งส่วนใหญ่หมาบางแก้วจะมีหางลักษณะนี้
3. หางเป็นพวงลาดแบบแทงดิน ยาวห้อยลงอย่างหางม้า เวลาดีใจ เมื่อเดินทางหรือวิ่งจะ แกว่งหางไปมา เวลายืนหากมั่นใจว่าปลอดภัยจะยกหางสูงขึ้นเลยระดับตัวเล็กน้อย เรียกว่าหางจิ้งจอก
ขน: เนื่องจากหมาบางแก้วเป็นลูกผสมที่มี 3 สายเลือด คือ หมาใน หมาจิ้งจอก และหมาไทยพื้นบ้าน ลักษณะสีขนจึงมีสีดังต่อไปนี้คือ สีน้ำตาลแก่สีขาวปลอด สีดำปลอด สีด่างขาวน้ำตาล สีด่างขาว-ดำ และ สีนาค ซึ่งปัจจุบันนี้คงจะสูญพันธุ์ไปแล้ว หมาบางแก้วยังมีลักษณะเด่นอยู่อย่างหนึ่งคือจะมีจุดแต้มตามลำตัว และที่ขา ถ้าสุนัขสีดำ-ขาว จุดแต้มก็จะมีสีน้ำตาลแดง
ขนตามลำตัว: มีลักษณะเป็นขนสองชั้น ชั้นแรกเป็นขนตามลำตัว เป็นขนที่สั้นและอ่อนนุ่มและหนากว่าขนชั้นที่ 2 ขนชั้นที่ 2 เป็นขนเส้นยาว ๆ เริ่มต้นจากท้ายทอย ผ่านต้นคอแผ่กระจายลงไปถึงหนอกหลัง กลางหลัง และโคนหาง บริเวณนี้มีลักษณะคล้ายอานม้า ขนที่บริเวณอกค่อนข้างหนาคล้ายแผงคอ ขนที่สีข้างค่อนข้างยาว สำหรับลูกสุนัขที่มีอายุประมาณ 1-2 เดือน มักจะมีขนหนาปุกปุยและเส้นละเอียดอ่อนนุ่มมือ
ขาหลัง: จะขนานกัน เอนลาดไปข้างหลังเล็กน้อย บริเวณแก้วก้นหรือต้นขาส่วนใหญ่จะมีขนยาวปุกปุยคล้ายปุยนุ่นปกคลุมบริเวณ แก้มก้นและแถบใต้โคนหาง เวลาเคลื่อนไหวจะรับกับหางที่ปัดไปปัดมา
ขา: ขาหน้าเหยียดตรงขนานกัน แต่ค่อนข้างใหญ่กว่าขาหลัง และใหญ่กว่าหมาไทยทั่วๆ ไป บริเวณโคนขาส่วนที่ติดกับลำตัวจะมีขนเส้นยาว ๆ ซึ่งชาวบ้านนิยมเรียกว่า “ขาสิงห์”
นิ้ว: ชิดติดกันที่นิ้วของหมาที่อายุน้อยจะมี ขนยาวปกคลุมคล้ายนิ้วเท้าของสุนัขจิ้งจอก ซึ่งต่างกับหมาไทยทั่ว ๆ ไปที่อายุยังน้อย ๆ อยู่นั้น ขนที่นิ้วเท้าจะไม่ยาว จะเริ่มยาวเมื่อมีอายุมากขึ้น เวลาเดินมักจะโหย่งเท้า
ท้อง: ลักษณะท้องจะไม่คอดกิ่วเหมือนหมาไทยทั่วๆ ไป ลำตัวค่อนข้างจะกลมและหนากว่าหมาไทย แต่อกไม่ลึกเท่ากับหมาไทยทั่ว ๆ ไป
หลัง: ค่อนข้างจะแบน
ขนาด: ตัวผู้สูงประมาณ 45-53 เซนติเมตร (19-21 นิ้ว) ตัวเมียสูงประมาณ 43-48 เซนติเมตร (17-19 นิ้ว) ตัวผู้หนักประมาณ 14-16 กิโลกรัม ตัวเมียหนักประมาณ 13-15 กิโลกรัม
สี: มีหลายสี เช่น สีด่างขาว-ดำ, สีขาว-น้ำตาล, สีขาว-เทา
ลักษณะทั่วไป: เป็นสุนัขขนาดกลาง รูปทรงตั้งแต่ช่วงขาหน้าถึงขาหลังเป็นสามเหลี่ยมจัตุรัส อกกว้างและลึกได้ระดับกับข้อศอก ไหล่กว้าง ท้องไม่คอดกิ่ว ปากแหลม หูเล็ก หางพวง ขนมี 2 ชั้น รักเจ้าของ ฉลาด ปราดเปรียว กล้าหาญ ค่อนข้างดุ สามารถฝึกใช้งานได้ ชอบเล่นน้ำมาก และเกลือกโคนตม

ลักษณะหน้า: สามารถแบ่งได้เป็น 3 แบบคือ
1. ลักษณะหน้าเสือ
ลักษณะใบหน้าดูคล้ายเสือ มีกะโหลกศีรษะใหญ่ หน้าผากกว้าง หูเล็กแบะออกเล็กน้อย แววตา เซื่องซึม และดูดุร้าย เป็นลักษณะของหมาพันธุ์บางแก้วที่ใหญ่ที่สุด บางตัวที่เคยเห็นมาแล้วมีขนาดเท่ากับ สุนักพันธุ์อัลเซเชี่ยนของต่างประเทศ มีขนที่คอเป็นแผง แต่ไม่รอบคอ ไม่มีเคราใต้คาง รูปร่างอาจใหญ่ หรือขนาดกลางก็ได้ มีหางเป็นพวงและมีเป็นพวง ทั้งหางงอและหางม้วน ขนมีทั้งฟูและไม่ฟู มีแผงคอแต่ไม่รอบคอ ลักษณะหน้าเสือถือว่าเป็นเอกลักษณะของหมาบางแก้วอย่าง แท้จริง
2. ลักษณะหน้าสิงห์โต
ถ้าหากได้เลือดสุนัขจิ้งจอกมากจะมีลักษณะหน้าแหลม ขนบริเวณแก้มจะพองออกมาเป็นแผงหรือกระบังหน้าคล้ายคลึงกับหน้าสิงห์โต ลักษณะจะมีแผงใหญ่รอบคอ และมีเคราใต้คางยาวลามไปจรดแผงคอตอนล่าง กะโหลกศีรษะเล็ก หูเล็กตั้งตรงรับกับใบหน้าอย่างสวยงาม เมื่อเรามองจากด้านหน้าจะมีลักษณะคล้ายสิงห์โต ปากไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไป ช่วงตัวตอนหน้าใหญ่ ช่วงท้ายเล็ก ยามปกติแววตาและ ท่าทางจะเซื่องซึม แต่เมื่อเห็นศัตรูหรือคนแปลกหน้า แววตาและท่าทางจะเปลี่ยนเป็นดุร้ายและคล่องแคล่วว่องไวทันที ลักษณะเท้ายาวอูม ขนยาวหุ้มปลายเท้านิดหน่อย มองดูคล้ายเท้าหมี ขนมีทั้งยาวฟู สั้นฟู หางยาวเป็นพวงและไม่เป็นพวง มีทั้งหางม้วนสูงและม้วนต่ำ ลักษณะนี้นับว่าเป็นพันธุ์ดั้งเดิม ถ้ามีแผงคอใหญ่ หูสั้นและหางพวง และมีสีที่ประน้อยมากแล้ว ก็นับว่ามีสายเลือดที่ยังเข้มข้น น่าเก็บเอาไว้ทำพันธุ์ แต่ก็หายากมาก หลายปีจึงจะมีออกมาสักครั้ง มีการซื้อขายกันในราคาที่แพงพอดู
3. ลักษณะหน้าจิ้งจอก
มีใบหน้าแหลม หูใหญ่กว่าทั้งสองชนิดแรก ใบหูไม่ตรงโย้ออกด้านข้าง มองดูเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า ขนอ่อนยาวเรียบ ขนหางเป็นพวง รูปร่างมีทั้งใหญ่ กลาง และเล็ก นิสัยไม่ค่อยดุร้ายเหมือนสองพวกแรก ซึ่งถือว่าหน้าจิ้งจอกเป็นข้อด้อยกว่า 2 พวกแรก
อย่างไรก็ตาม ลักษณะเด่นของหน้าหมาบางแก้วคือที่ปลายปากจะมีสีขาวรอบปาก และสีขาวจากปลายปากมากลางแสกหน้าถึงกะโหลกศีรษะที่เรียกกันว่า “หน้าแบ่ง” หรือ “หน้าแด่น” “ปากคาบแก้ว”
ข้อบกพร่อง: ใบหูพลิ้ว ไม่มีขนแผลรอบคอ ขาหน้าเล็ก ไม่มีแข้งสิงห์ ไม่มีขนคลุมนิ้ว เท้า หูใหญ่ หางขอด ขนหลุดร่วง ฟังบนยื่นกว่าฟันล่างหรือฟันล่างยื่นกว่าฟันบน ปากใหญ่ ตาใหญ่ หูไม่ตั้ง หางไม่เป็นพวง ขนสั้น อัณฑะเม็ดเดียว ฟันหัก 3 ซี่ขึ้นไป โดยไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุ หางขาด ปากหู่ ตากลม เส้นหลังแอ่น
ที่มา: http://202.29.80.68/bangkaew/
ภาพประกอบ : อินเตอร์เน็ต